The Conversations cover

แรงงาน (ต่างชาติ) ในไทย : ฟันเฟืองเศรษฐกิจที่ไม่มีสิทธิ์เจรจาต่อรอง


ประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานมานานหลายสิบปี เมื่อหลายปีก่อนธนาคารโลกบอกว่าไทยเป็นประเทศที่มีปัญหาขาดแคลนแรงงานมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงต้องพึ่งพาแรงงานต่างประเทศเยอะ ซึ่งกว่า 90% ของแรงงานต่างชาติในไทยเป็นแรงงานจาก 3 ประเทศเพื่อนบ้าน คือ เมียนมา ลาว และกัมพูชา

the interview ค้นข้อมูลเกี่ยวกับแรงงานต่างชาติ พบข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน อัพเดต ณ เดือน พฤศจิกายน 2563 มีชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยจำนวน 2,526,275 คน ซึ่งมีรายละเอียดการอนุญาตให้เข้ามาทำงานหลายประเภท และมีการจัดแบ่งกลุ่มแรงงานเป็นกลุ่มต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดประเภทการนำเข้ามา

5 จังหวัดที่มีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่มากที่สุดคือ  1.กรุงเทพฯ 589,419 คน 2.สมุทรสาคร 239,752 คน 3.สมุทรปราการ 161,745 คน 4.ชลบุรี 158,578 คน 5.ปทุมธานี 134,389 คน

อันนี้เฉพาะตัวเลขแรงงานถูกกฎหมาย แต่ในประเทศไทยยังมีแรงงานที่เข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมายอีก คาดว่าเกือบเท่าตัว

ประเภทกิจการที่แรงงานจาก 3 ประเทศเพื่อนบ้านทำงานอยู่มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ภาคการผลิต (อุตสาหกรรม) การก่อสร้าง และการค้า

แต่ถ้าถามว่าประเภทกิจการไหนที่ใช้แรงงานต่างชาติเยอะเกือบ 100% เลยก็คือกลุ่มงานที่คนไทยไม่ทำ เรียกว่ากลุ่มงาน 3D คือ งานที่ยาก (Difficult) งานที่อันตราย (Dangerous) และ งานที่สกปรก (Dirty) อย่างเช่น อุตสาหกรรมประมงและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง (ตั้งแต่ในเรือออกทะเล ในโรงงาน จนถึงตลาด)

นอกจากใช้แรงงานต่างชาติเพื่อทดแทนแรงงานในประเทศที่ขาด ก็ต้องยอมรับว่านายจ้างในไทยก็ชอบที่จะจ้างแรงงานต่างชาติ เพราะค่าแรงต่ำกว่าแรงงานชาวไทย และ (จำ) ทนกับงานหนักมากกว่าแรงงานชาวไทย

การมาทำงานอยู่ต่างบ้านต่างถิ่นทำให้แรงงานต่างชาติไม่มีทางเลือกและไม่มีโอกาสต่อรองนัก โดยเฉพาะคนที่เข้ามาแบบผิดกฎหมาย ถึงแม้โดนนายจ้างเอาเปรียบแค่ไหนพวกเขาก็ไม่กล้าไปแจ้งความ ก็จะเป็นภาพคล้าย ๆ กับ ‘ผีน้อย’ ที่แอบไปทำงานในเกาหลี

หลายคนอาจจะบอกว่า ก็ช่วยไม่ได้ อยากเข้ามาแบบผิดกฎหมายเอง 

อยากชวนคิดนิดเดียวว่า ใครจะอยากเข้ามาแบบผิดกฎหมาย ถ้าการเข้ามาแบบถูกกฎหมายมันง่ายและมีโอกาสสำหรับทุกคน เขาก็คงเข้ามาแบบถูกกฎหมายกันแล้ว และถ้าไม่มีคนแอบจ้างแบบผิดกฎหมาย เขาเข้ามาแล้วไม่มีงานรองรับ เขาจะเข้ามามั้ย การที่มีคนจ้างงานแบบผิดกฎหมายและมีนายหน้านำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย มันก็ชัดเจนว่าคนไทยเราเองนี่แหละเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการแรงงานข้ามชาติที่ผิดกฎหมาย

ประเด็นน่าคิดคือ ในประเทศไทยมีนายจ้าง มีตำแหน่งงานที่ต้องการใช้แรงงานต่างชาติ และมีคนต่างชาติอยากเข้ามาทำงาน มันก็ดูจะสมประโยชน์กันทุกฝ่าย แต่ทำไมตำแหน่งงานเหล่านี้ถึงทำให้มันเป็นการจ้างงานอย่างถูกฎหมายไม่ได้ มันยากอย่างไร มีอุปสรรคติดขัดอะไร ต้องการการแก้ปัญหาอย่างไร หน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบดูแลเรื่องนี้ ได้รับฟังปัญหาและพยายามแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างจริงจังหรือยัง เพื่อให้การเข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมายมันง่ายขึ้นทั้งต่อนายจ้างและต่อแรงงาน

ถ้าไทยเราใช้วิกฤติกรณีแรงงานในจังหวัดสมุทรสาครติดเชื้อโควิด-19 ในครั้งนี้ เป็นโอกาสแก้ปัญหาปัญหาแรงงานอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องการนำเข้าแรงงาน เรื่องคุณภาพชีวิต และเรื่องสิทธิของแรงงาน ก็คงจะดี

คุณภาพชีวิตของเหล่าแรงงานต่างชาติจาก 3 ประเทศเพื่อนบ้านนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำถึงต่ำมาก ถ้าเป็นคนที่ทำงานในบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีระบบในโรงงานที่มีมาตรฐานดี มีรถรับ-ส่ง มีที่พักให้ลูกจ้าง ก็ดีไป แต่อีกจำนวนมากไม่ได้เป็นอย่างนั้น

แรงงานที่ทำงานในโรงงานเล็กๆ หรือในกิจการครอบครัว คนเหล่านี้มีรายได้น้อย ไม่ได้มีสวัสดิการที่อย่างคนที่ทำงานในโรงงานใหญ่ ต้องดูแลตัวเองด้วยเงินค่าแรงที่หาได้ พวกเขาจึงไม่สามารถเช่าห้องที่คุณภาพดีอยู่อย่างเป็นส่วนตัวได้ ถ้าอยู่โซนนอกเมืองอาจจะหารกันเช่าห้องพักคุณภาพกลางๆ อยู่ได้ แต่สำหรับคนที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งหาห้องพักราคาถูกได้ยาก ห้องพักที่พวกเขาพอจะจ่ายได้จะเป็นตึกแถวที่เจ้าของใช้ไม้อัดกั้นเป็นห้องเล็ก ๆ แบ่งให้คนเช่า นอกจากแชร์ห้องนอนกับเพื่อนที่หารค่าเช่ากัน พวกเขายังต้องแชร์ห้องน้ำและพื้นที่ส่วนกลางกับคนที่ไม่รู้จักด้วย ถ้าเป็นแรงงานในภาคก่อสร้าง ส่วนใหญ่จะนอนในไซต์ก่อสร้างที่สร้างจากสังกะสีกั้นเป็นห้องเล็กๆ ใช้ห้องน้ำรวม หรือในบางกิจการ เจ้านายอาจจะมีที่พักให้ แต่ก็เป็นที่พักที่แค่พอนอนได้ ไม่ใช่ห้องกว้างขวางแบบที่พอจะเว้นระยะห่างทางสังคมได้

การที่แรงงานในสมุทรสาครติดเชื้อโควิดกันเป็นจำนวนมากขนาดนั้นจึงไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่น่าแปลกใจ และไม่ควรไปด่าทอ เพราะการต้องใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถเว้นระยะห่างได้เลยตลอด 24 ชั่วโมงในทุก ๆ วัน ถ้าใครไม่ติดสิแปลก

เรื่องคุณภาพชีวิตแรงงานต่างชาติในไทย เป็นปัญหาที่มีการพูดถึงในเชิงมนุษยธรรม มีความเห็นอกเห็นใจจากคนในสังคม แต่ไม่ได้รับการใส่ใจดูแลจากภาครัฐเท่าที่ควร ฝั่งตัวแรงงานเองก็เรียกร้องหรือต่อรองอะไรได้ไม่มาก แม้แต่แรงงานชาวไทยเองก็เหมือนกัน เพราะกฎหมายไทยไม่ได้อยู่ข้างแรงงาน

ในระดับนานาชาติมีองค์กรที่คอยดูแลคุ้มครองแรงงานให้มีชีวิตและสภาพการทำงานที่ดีตามมาตรฐาน ชื่อว่า องค์กรแรงานระหว่างประเทศ (International Labour Organizatio-ILO) ซึ่งประเทศไทยเราก็เป็นสมาชิกร่วมก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2462 

เมื่อปี พ.ศ.2541 ที่ประชุมใหญ่สมาชิก ILO ได้รับรอง ‘ปฏิญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ว่าด้วย หลักการและสิทธิพื้นฐานในการทำงาน’ ซึ่งในปฏิญญานี้ได้กำหนด ‘มาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ และหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน’ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการวางนโยบายและการปฏิบัติในประเทศสมาชิก

ข้อกำหนดอย่างหนึ่งในปฏิญญานี้ คือเรื่องกระบวนการตรวจสอบการใช้มาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ ประเทศสมาชิกทุกประเทศต้องรายงานมาตรการต่างๆ ที่กำหนดขึ้นทั้งทางกฎหมายและทางปฏิบัติ เพื่อปฏิบัติตามอนุสัญญาทุกฉบับที่ประเทศนั้นได้รับรองไว้

การที่ประเทศไทยเราเป็นสมาชิกร่วมก่อตั้ง ILO ก็ฟังดูเหมือนจะดี แต่มันมีอนุสัญญาบางฉบับของ ILO ที่ไทยไม่ยอมลงนาม นั่นก็คือฉบับที่ 87 และ 98 เป็น 2 ใน 8 อนุสัญญาหลัก ซึ่งประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ (มากกว่า 80%) ลงนามไปแล้ว

อนุสัญญาฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการเคลื่อนไหว พ.ศ. 2491 ให้ลูกจ้างและนายจ้างมีสิทธิก่อตั้งและร่วมองค์กรโดยไม่ต้องขออนุญาตล่วงหน้า และให้หลักประกันว่าจะไม่ถูกรัฐบาลแทรกแซง

อนุสัญญาฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวกันและการร่วมเจรจาต่อรอง พ.ศ. 2492 ให้ความคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติเพื่อต่อต้านสหภาพแรงงาน ป้องกันไม่ให้องค์กรลูกจ้างและองค์กรนายจ้างก้าวก่ายกัน และวางมาตรการส่งเสริมการร่วมเจรจาต่อรอง

การที่รัฐบาลไทย (หมายถึงหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ได้เจาะจงว่ารัฐบาลนี้นะจ๊ะ) ไม่ลงนามในอนุสัญญา 2 ฉบับนี้ส่งผลให้แรงงานในไทยไม่มีพลังในการเจรจาต่อรองเท่าที่ควร และถูกละเมิดสิทธิ์อยู่บ่อยๆ เพราะไม่มีกฎหมายคุ้มครอง

ในทางกฎหมายเรามีกฎหมายที่ให้สิทธิ์ในการตั้งสหภาพจริง แต่มีข้อจำกัดและข้อยกเว้นหลายอย่าง ทำให้แรงงานจำนวนมากไม่มีสิทธิ์จัดตั้งสหภาพแรงงานได้ อย่างเช่น กฎหมายกำหนดว่าคนที่จะจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ต้องมีอายุ 20 ปี และมีสัญชาติไทยโดยกำเนิดเท่านั้น แค่ข้อนี้ข้อเดียว แรงงานต่างชาติก็ไม่มีสิทธิ์จัดตั้งสหภาพแล้ว แม้ว่าสามารถร่วมเป็นสมาชิกได้ก็ไม่สามารถเป็นกรรมการได้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถเรียกร้องได้เต็มที่ ที่ผ่านมาแรงงานต่างชาติพยายามขอให้แรงงานทุกกลุ่มมีสิทธิ์ตั้งสหภาพแรงงาน แต่คำขอนี้ก็ยังไม่เป็นผล

ปีที่แล้วมีการออก ‘พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562’ ที่ปรับปรุงใหม่แล้ว แต่ภาคประชาสังคมและกลุ่มแรงงานมองว่ากฎหมายใหม่นี้ก็ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อีกทั้งไทยยังมีกฎหมายตัวปัญหาบางฉบับที่มีสาระสำคัญขัดกับอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 นั่นก็คือ ‘พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518’ ซึ่งได้มาจากการเรียกร้องหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง  

ส่วนปัญหาที่ไทยยังไม่ลงนามอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 นั้น องค์กรแรงงานในไทยมีความพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลลงนามต่อเนื่องมาเกือบ 30 ปี ตั้งแต่ปี 2535 ผนวกกำลังกับ ILO ที่มีจดหมายเรียกร้องให้ไทยลงนามอนุสัญญา 2 ฉบับนี้อย่างต่อเนื่องมากว่า 20 ปี เพื่อผลักดันให้ไทยยกระดับกฎหมายแรงงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ให้แรงงานในไทยได้รับการคุ้มครองสิทธิ์อย่างแรงงานในนานาประเทศ

เมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา ครบรอบ 100 ปีการก่อตั้ง ILO และ 100 ปีที่ไทยเป็นสมาชิก ILO นายกาย ไรเดอร์ ผู้อำนวยการ ILO ได้เดินทางมาเจรจากับรัฐบาลไทยด้วย แต่ข่าวที่เผยแพร่จากรัฐบาลไม่ปรากฏว่ามีการเจรจาเรื่องอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 

…จนถึงวันนี้ไทยก็ยังคงไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาที่จะเป็นประโยชน์ต่อภาคแรงงานมากขึ้น


สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสาคร : ภาพ

อ้างอิง :
doe.go.th
ilo.org
voicelabour.org
prachatai.com/journal/2019/08/83689
‘อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ทำไมต้องให้สัตยาบัน’ โดย ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา