หมายเหตุ: เรียบเรียงใหม่จากการสัมภาษณ์ในโปรเจ็กต์การศึกษาเมื่อปี 2554 (ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงในวงบิ๊กแอส)
ผู้ชายคนนี้มีหมวกอยู่สองใบ นับตั้งแต่วันที่สวมหมวกสองใบนั้น เขาไม่เคยถอดมันอีกเลย ที่สำคัญคือ เขาดูดีภายใต้หมวกทั้งสองใบ ถ้าจะให้เลือกว่าใบไหนเหมาะกับเขามากกว่า เป็นโจทย์ที่เรา-ในฐานะผู้ติดตามผลงาน-เลือกไม่ได้เลย แม้แต่เจ้าตัวเองก็บอกว่า “ยาก เลือกไม่ได้หรอก”
ภายใต้ชื่อ ‘กบ บิ๊กแอส’ เขาเป็นมือกลองวงดนตรีร็อกอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เป็นภาพฝันที่คนอยากเป็นนักดนตรีมองเห็น เป็นคนที่นักดนตรีด้วยกันยอมรับในฝีไม้ลายมือ
ภายใต้ชื่อ ‘ขจรเดช พรมรักษา’ เขาเป็นนักแต่งเพลงอันดับต้นๆ ของวงการ ที่มีทั้งเพลงดีและเพลงฮิต และเพลงเหล่านั้นก็นำเงินรายได้ก้อนโตมาให้เขาด้วย จนมีคำบอกเล่าจากนักแต่งเพลงด้วยกันว่า “กบเป็นนักแต่งเพลงที่รวยมากๆ”
เมื่อมองความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว แน่นอนว่ามันเป็นภาพที่สวยงาม แต่กว่าจะมาเป็นมือกลองวงดนตรีที่โคตรดัง ก่อนจะมาเป็นนักแต่งเพลงที่เขียนเพลงโคตรฮิต ใช่ว่าเขาเดินเหยียบกลีบกุหลาบมาง่ายๆ
ระหว่างทาง… เขาต้องแลก ต้องเสี่ยง ต้องฝึกฝน ต้องเรียนรู้ ต้องรอคอย
เขาผ่านอะไรมาบ้าง กบ-ขจรเดช พรมรักษา ได้เปิดอกเล่าให้เราฟังแบบไม่กั๊กในบทสัมภาษณ์นี้
เริ่มเล่นดนตรีตอนไหน อะไรคือจุดเริ่มต้นให้สนใจ
ประมาณ ป.3-ป.4 หัดเล่นกีตาร์ เป็นเด็กบ้านนอก บ้านอยู่ที่อุดรฯ ตอนนั้นอัสนี-วสันต์ดังมาก ด้วยความเป็นเด็กที่ราบสูงเหมือนกันก็อยากทำวงกับพี่ชายเหมือนอัสนี-วสันต์ พอมากรุงเทพฯ ก็ยังเล่นกีตาร์อยู่ แล้วเราก็ตั้งวงกับเพื่อนที่โรงเรียน ไม่ได้จริงจังมาก แต่วงของพี่ชาย (หมู บิ๊กแอส) เขาจริงจังมาก บังเอิญวันหนึ่งไปซ้อมดนตรีแล้วมือกลองไม่มา เราเลยบอกว่าเดี๋ยวกูตีเองก็ได้ โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองตีได้ หลังจากนั้นก็เลยตีกลองมาตลอด
ตอนที่เริ่มเล่น คิดไว้แค่ไหน คิดถึงขั้นจะออกเทปเป็นศิลปินดังอย่างนี้หรือเปล่า
มันเป็นฝันเลย แต่เป็นฝันที่ไกลมาก คิดว่ามันไม่มีทางอยู่แล้ว แต่ก็นึกภาพเราจะอยู่บนเวทีนะ คนดูเป็นพันเป็นหมื่น เวลาดูคอนเสิร์ตก็คิดว่า ถ้าเป็นเราก็คงดีเนาะ โอ๊ย… มันเป็นความฝัน (ยิ้ม) แต่ในวันนั้นคิดว่าเป็นความฝันที่ไม่มีทางเป็นจริง
มีใครเป็นแรงบันดาลใจบ้าง
ในการเล่นดนตรี ตอนนั้นก็จะมีไมโคร และอัสนี-วสันต์ ถ้าเป็นฝรั่งก็มีวงเดียวเลยที่เราแกะเพลงเขาเล่นตลอดมาก็คือ เมทัลลิกา (Metallica)
ถ้าไม่ใช่นักดนตรี ถ้าเป็นในแง่ชีวิต หรืออื่นๆ
มีหลายแขนง ตอนนี้ความสนใจมันหลายแบบ เราบอกกับเพื่อนๆ ขำๆ อยู่ตลอดว่า กูมีพ่อ 3 คนว่ะ ก็คือ คุณชาติ กอบจิตติ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล แล้วก็พี่จิก-ประภาส ชลศรานนท์
จากที่รวมกันเล่นดนตรีกับเพื่อน ไปยังไงมายังไงถึงได้เป็นศิลปินออกอัลบั้ม
พอเราทำวงบิ๊กแอสได้สักพักหนึ่ง เราก็ไปเล่นในงาน ไพเรต ร็อก (Pirate Rock) ของคลื่น F.M. 89 ซึ่งเขาบังคับให้วงที่ขึ้นเล่นต้องมีเพลงที่แต่งเอง พอเล่นงานนั้นเสร็จ ก็มีคนจากแกรมมี่มาคุย เราก็คุยกันว่าหรือว่าเราจะลองทำเดโมไปยื่นดู เราก็ให้พี่สาวที่เป็นดีเจลิสต์รายชื่อค่ายเพลงทั้งหมดในประเทศไทยมา มันเป็นช่วงยุคอัลเทอร์เนทีฟกำลังจะล่มสลาย ค่ายเพลงทั้งหมดมี 89 ค่าย เราก็ขีดไฮไลต์ค่ายที่เราชอบ ที่เราคิดคือ เบเกอรี่, โซนี่, อีสเทิร์นสกาย, มิวสิคบั๊กส์ ของพี่เอก ธเนศ ไม่มีแกรมมี่เลย
แล้วคิดกันว่าจะเริ่มจากค่ายไหนก่อนดี เบเกอรี่เท่ว่ะ เขาจะเอากูหรอวะ งั้นไปที่เล็กๆ ก่อน ก็ไปมิวสิคบั๊กส์ก่อนเลย เด็กสมัยนี้ไม่รู้ว่าพี่เอกเขายิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่รุ่นเราพี่เอกเขายิ่งใหญ่มาก พี่เอกฟังเพลงเราแล้วเขาก็ให้การบ้านมาทำ เราก็ อ้าว… เรื่องเซ็นสัญญาล่ะพี่ เขาก็บอกใจเย็นๆ ทำการบ้านมาก่อน จากนั้นเราก็ไปที่อื่นที่เราขีดเส้นใต้ไว้ เบเกอรี่เขาบอกว่าเพลงโอเคนะ แต่ค่ายเขาไม่ทำวงร็อก แล้วเราก็ไปที่อื่น ทุกที่เขาฟังแค่อินโทร เขาไม่ฟังว่าเราร้องว่าอะไร เขาข้ามไปแทร็กสอง แทร็กสาม แตกต่างจากที่มิวสิคบั๊กส์มาก เขาตั้งใจฟัง 4-5 เพลงที่เราทำ ฟังจนจบ แล้วมีบอกเปิดให้ฟังอีกทีซิ ฟังแล้วเขาคิดตาม เราก็เลยทำการบ้านส่งพี่เอกไปเรื่อยๆ เหมือนเข้าโรงเรียนครับ พี่เอกเขาสอนเราจนเริ่มลงตัว เขาก็ยื่นสัญญาให้เราเซ็น เป็นจุดเริ่มต้น

ทราบมาว่าลาออกจากงานไปรษณีย์ซึ่งมีความมั่นคง เพื่อมาจริงจังกับดนตรี ตอนนั้นคิดอะไร ทำไมลาออก ถ้าทำสองอย่างพร้อมกันได้ไหม
ครอบครัวเราเป็นครอบครัวไปรษณีย์ พ่อเขาตั้งความหวังอยากให้มีคนทำต่อ เพราะเขาเห็นว่างานดี เราก็เห็นว่างานมันโอเคนะ เห็นพ่อทำก็สนุกดี เรามาเรียนนิเทศที่ราชภัฏจันทรเกษมเกือบ 2 ปีก็ออก ก็สอบเข้าโรงเรียนไปรษณีย์แล้วได้ทำงานที่ไปรษณีย์สามเสนใน ตรงสะพานควาย
ช่วงที่ลาออกชีวิตมันหลายอย่างมาก เราเล่นดนตรีกลางคืน เรียนภาคค่ำ มีแฟนที่คบกันมา 6 ปีก็เริ่มไม่มีเวลาให้แฟน เริ่มรู้สึกว่าแฟนจะไม่เหมือนเดิม วงก็เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เริ่มไปส่งเดโม เราเริ่มโดดงานมากขึ้น ความรู้สึกกับงานก็เลวลงเรื่อยๆ ชีวิตมันต้องเลือก
จำไม่ได้ว่าตัดสินใจนานแค่ไหน มันสะสมความเบื่อในงานมาพอสมควร จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่ง นั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ตอนนั้นประกวดฮ็อตเวฟ (Hot Wave Music Awards) ปีแรก เราได้ยินเสียงเพลงวงประกวด ทำไมมันร้องดีฉิบหายเลยวะ คนนั้นคือไอ้ตูน บอดี้สแลม (Bodyslam) เราก็คิดว่า ขนาดน้องเขาฝันเขายังทำเลยเว้ย เราเอาไงดีวะ พอเซ็นสัญญากับมิวสิคบั๊กส์เราก็ไปทำงานวันสุดท้าย แล้วไปขอลาออกกับหัวหน้าใหญ่ มันเหมือนออกจากคุก เป็นหนังเลยนะ (ทำท่าประกอบ) กูจะตามความฝัน กระชากเน็กไทเลย แล้วมาหาเพื่อนที่ห้องซ้อม บอกเพื่อนว่า กูเอาจริงแล้วนะ ทุกคนก็แบบ…เอาจริงเหี้ยอะไร พอซ้อมเสร็จก็บอกว่าเราลาออกจากงาน ก็มองหน้ากัน ซวยแล้วมึง พ่อมึงด่าแน่เลย เราก็ไม่ได้บอกพ่อ ไม่ได้กลับบ้าน โดนตัดออกจากกองมรดก
ได้คิดเผื่อไว้ไหมถ้ามันไม่ประสบความสำเร็จจะทำยังไง
ไม่รู้เลย ไม่ได้เผื่อเลย ไม่มีเหตุผลด้วย ถามว่าคิดเรื่องประสบความสำเร็จไหม มันหวังแน่ๆ แต่ก็คิดว่างานเพลงมันไม่รวยหรอก มันไม่ดังหรอก แต่ว่าคิดอย่างเดียวคือกูจะอยู่ในวงการดนตรีให้ได้ ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ถ้าไม่เลือก เราก็คงไม่เจอมั้ง ไม่ได้คิดขนาดปรัชญานะ คือเราใช้สัญชาตญานล้วนๆ ไม่ใช่อารมณ์นะ ถึงตอบไม่ได้ว่าคิดไว้ไหมว่าไม่ประสบความสำเร็จจะทำยังไง เพราะสัญชาตญาณมันบอกว่าต้องทำอย่างนี้แล้วแหละ เท่านั้นเอง
บิ๊กแอสมีวิธีหาสุ้มเสียงที่เป็นลายเซ็นของตัวเองยังไง
ไม่มีใครรู้เลย ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าเราจะแนวไหน ดนตรีร็อกน่ะใช่แน่ แต่มองกลับมาเราก็ไม่ได้เล่นเก่งมาก แต่เรารู้ว่าเวลาเรายืนด้วยกัน 5 คนแล้วเราสนุก ที่สำคัญคือทุกคนชอบดนตรีร็อกที่เพราะ ดนตรีหนักที่เมโลดี้เพราะ เรารู้แค่นี้
มันคงเป็นความบังเอิญ ชุดแรกก็ยังไม่เจออะไร พอชุดสองเราจำได้เลย เราเดินเข้าไปบ้านอ๊อฟแล้วได้ยินทำนองเพลง ‘ก่อนตาย’ เราก็… เอ๊ย ทำนองเพลงนี้แม่งประหลาดดีว่ะ เพลงอะไรเนี่ย จะเร็วก็ไม่เร็ว จะช้าก็ไม่ช้า จะสุขก็ไม่สุข จะทุกข์ก็ไม่ทุกข์ แต่รู้ว่ามันเท่ในความรู้สึกเรา นิ้งหน่องขึ้นมา มันแปลกเว้ย แล้วกีตาร์ฉึกๆ ๆ เราก็เลยคิดต่อในมุมเนื้อเพลง จะเขียนเนื้ออะไรวะเนี่ยทำนองแบบนี้ เราคิดไม่ออกก็เลยไปถามเหนือวงศ์ ไอ้เหนือฟังปุ๊บมันเก็ตเลย มันต้องเป็นเรื่องนี้เท่านั้นเว้ย …เออว่ะ
วันนั้นเราก็ไม่รู้ว่าเพลง ‘ก่อนตาย’ จะพาเรามาถึงวันนี้ พาวิธีคิดทั้งหมดมาให้เรา คือเราเล่นแล้วเรามีความสุขกับมัน ก็เลยคิดว่าหรือเราจะไปทางนี้ จะเห็นว่าชุดสองดนตรีมันเละเทะมาก ทั้งดิสโก้ ฟังก์ แต่ข้อดีคือเราได้ทดลองแล้วเราหาเจอ ชุดสามเราก็เลยต่อยอดจากสิ่งที่หาเจอแล้วเพิ่มความเข้มข้นเข้าไป มันเหมือนทำงานมาระดับหนึ่งแล้วเริ่มดมกลิ่นได้ว่ากลิ่นประมาณนี้คนน่าจะชอบ กลิ่นประมาณนี้น่าลองทำ แล้วก็ขยายเป็นชุดใหม่ ซึ่งเรายืนยันว่า ‘My World’ (มายเวิลด์) เป็นชุดที่เราชอบที่สุดตั้งแต่ทำงานมา (ณ ตอนสัมภาษณ์ปี 2554)
แล้วบทบาทนักแต่งเพลงเริ่มขึ้นได้ยังไง
มันเริ่มตั้งแต่งาน ไพเรต ร็อก คือไม่มีคนเขียนเนื้อเพลง ก็มองหน้ากัน 5 คน ทุกคนก็บอกว่า “มึงน่ะ” เพราะเราเป็นคนชอบอ่านหนังสือ เราก็เขียนเพลง 3-4 เพลงซึ่งอยู่ในอัลบั้มชุดแรก ตอนนั้นไม่คิดว่าตัวเองเป็นนักแต่งเพลง ก็แค่เราชอบเขียน เพลงแรกที่เขียนชื่อเพลง ‘เธอไม่ชอบนุ่งผ้า’ เพลงที่สอง ‘ทา ดม อม เช็ด’ พอเอาเพลงพวกนี้ไปให้พี่เอก เขาบอกว่าเราเขียนเพลงได้ เราก็…หรอ เพิ่งรู้ว่าเราทำได้
มิวสิคบั๊กส์เขามีทีมเขียนเนื้อเพลง ซึ่งเราไม่ยอมแน่ๆ ที่จะให้เขามาเขียนงานของเรา มันก็เลยเป็นแรงผลัก สุดท้ายก็มีบางเพลงที่ได้ร่วมงานกับทีมเขียนเนื้อ แต่ส่วนใหญ่เขียนเอง เพลง Big Ass ชุดแรกมันแป้ก เราทุบหม้อข้าวลาออกจากงานเรียบร้อยแล้ว เราก็คิดว่าจะอยู่ในวงการดนตรีให้ได้ เราจะอยู่ยังไง ตีกลองสักอายุ 40 หลังคงเดี้ยงแล้วล่ะ ก็เลยมองหาตำแหน่งที่อยู่ในวงการได้ยืนยาว หรือเราจะเป็นนักแต่งเพลงดี เพราะตอนเด็กๆ เราอ่านปกเทปเห็นชื่อคนบนปกแล้วแบบ… แม่งเท่ว่ะ ถ้านามสกุลเราอยู่ในนี้ แม่เราต้องภูมิใจ ก็เลยไปขอพี่เอกเรียนเขียนเพลง
ช่วงนั้นค่ายกำลังจะเจ๊ง วงที่คุยกันว่าจะทำก่อนจะปิดบริษัทก็คือวงลาบานูน เด็กจากเวทีฮ็อตเวฟ บริษัทกำลังจะปิดตัว นักแต่งเพลงออกไปหมดแล้ว เหลือเรากับไอ้เหนือวงศ์ เพลงมี 10 เพลง ไอ้เหนือออกแนวขี้เกียจอยู่แล้ว มันมาปีละเพลง แต่เราเพิ่งเริ่มเราก็เขียนไป 4 เพลง เหนือวงศ์เขียนเพลงนึงซึ่งดังมากคือเพลง ‘ยาม’ เราเขียนเพลง ‘หนักใจ’, ‘อมยิ้ม’, ‘ความรู้สึก’, ‘เพ้อ’ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็นนักแต่งเพลงที่ได้เงินจริงๆ จังๆ

การที่ชอบอ่านหนังสือมีผลต่อการแต่งเพลงหรือเปล่า
เราว่ามี และมีอย่างยิ่งด้วย เพิ่งมาวิเคราะห์เร็วๆ นี้ว่าการอ่านหนังสือมีผลต่อการเขียนเพลงไหม ลองเปรียบเทียบกับเพื่อนที่เขียนเพลงมาด้วยกัน เพื่อนไม่อ่านหนังสือ แต่เราอ่านอยู่ เรารู้สึกว่าเพื่อนเขียนเพลงได้น้อยลง แต่เรายังพอได้อยู่ เราก็เลยมองว่าตรงนี้เป็นธนาคาร เราอ่านหนังสือก็เหมือนเราฝากตังค์โดยที่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะฝากนะ เจอประโยคดีๆ โดนๆ เราก็ขีดเส้นใต้ไว้ โดยไม่ได้ตั้งใจว่าจะเอามาใช้กับเพลง แค่ขีดไว้บอกตัวเองว่าเจ๋งดีว่ะ พอวันหนึ่งเราเขียนเพลง เราคงเอาออกมาใช้โดยไม่รู้ตัว มันมีผล แต่ก็ไม่ใช่กับทุกคนเสมอไป
อย่างเพลงที่มีใจความเดียวกันกับที่เคยเขียนไปแล้ว ทำยังไงให้มันสื่อออกมาในอารมณ์ที่ต่างออกไป รวมถึงการหาคำใหม่ๆ มาใช้ด้วย
อย่างแรกคือ เวลาเพลงโดนเปลี่ยนคนสื่อสาร มันจะเปลี่ยนด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว เราไม่ซีเรียสถ้าแต่งให้ต่างวงก็เขียนไปตามหน้านักร้อง เขียนไปตามชีวิตเขา เราจะรู้ว่าคนนี้มันพูดได้ขนาดนี้ ไอ้นี่มันไม่พูดมึงกู มันพูดฉันกับเธอ แต่ไอ้นี่มันไม่พูดฉันกับเธอ ขึ้นมามันก็ไอ้เหี้ยเลย เราก็เขียนประมาณนี้ให้เขา แต่สิ่งที่ยากคือวงตัวเอง เอาอีกแล้ว เรื่องเดิมอีกแล้ว แต่เราเคยถามพี่เอก-ธเนศ คือเราก็อยากเท่บ้าง เห็นคนอื่นเขาเขียนเพลงแบบ… โอ๊ย ทำไมกูเขียนทีไรเป็นเรื่องเดียวทุกที ก็พูดกับพี่เอกว่า “พี่ ผมเบื่อตัวเองมากเลยเขียนแต่เพลงน้ำเน่า” พี่เอกบอกว่า “ดีนะที่พยายามคิดจะเขียนแบบอื่นบ้าง น้ำเน่าแต่มันเป็นชีวิตจริงของเราหรือเปล่า” เราก็บอกว่า “จริงครับพี่” พี่เอกบอกว่า “จริงแล้วจะกลัวอะไร เราไม่ได้โกหกใครซะหน่อย”
ถ้าสังเกตดูแรกๆ มันจะเป็นคนเพิ่งอกหักแล้วก็ยังไม่คลี่คลาย “อยากให้เธอได้เจอหนทางเดินใหม่” หล๊อหล่อ เป็นพระเอกมาก “ส่วนตัวฉันจะขอเป็นทางผ่าน” วันนี้เราไม่เขียนอย่างนั้นแน่ๆ แต่เราไม่เคยรังเกียจอารมณ์ ณ วันนั้น เพราะวันนั้นมันเป็นจริงๆ ถ้าวันนี้เราอกหัก เราคิดว่ามันคงเป็นอีกเพลงนึง เสียดายที่ไม่อกหักอีก คือตัวละครมีคนเดียว เป็นผู้หญิงคนเดียวที่เราเขียนให้เสมอ ผ่านมาวันนี้มันกลายเป็นเพลง ‘ฝุ่น’ ถามว่ายังรักอยู่ไหม ไม่แน่ใจ แต่ว่าคิดถึงฉิบหายเลย มันจะเป็นอารมณ์แถวๆ นี้ ถ้าเขาเก็บค่าลิขสิทธิ์จากเรา เขาคงรวยมากเลยผู้หญิงคนนี้ (หัวเราะเบาๆ)
มีสองเพลงที่ชอบและมองว่ามันพูดใจความเดียวกัน ไม่รู้ใช่หรือเปล่า คือ ‘สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม’ กับ ‘ชีวิตหลังความตาย’
อันนี้ไม่ ‘ชีวิตหลังความตาย’ เราเขียนให้ยาย พอยายตายก็เกิดศึกชิงมรดกที่บ้าน มรดกเล็กๆ เองนะไม่ใช่ใหญ่โต ตลกตรงที่ตอนยายอยู่ไม่เห็นมีใครมาดูแลยายเลย ก็มีแต่พวกเราก๊อกแก๊กๆ ไปวันๆ แต่พอยายเสีย โอ้โห ร้องไห้กัน เสียใจ เป็นลม ตอนอยู่ไม่ทำ เราก็เลยพลิกมุมว่า ชีวิตหลังความตาย คนตายไปแล้วค่อยมาเสียดายคร่ำครวญ แต่ ‘สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม’ เป็นเรื่องของไอ้แด๊กซ์ ตอนที่มีเรื่องมีราวกันตอนนู้น ก็เป็นเรื่องทำอะไรก็ได้อย่างนั้นแหละ พอมีข่าวแด๊กซ์มันก็เสียคนที่มันรักไปพอสมควร เราก็ระบายออกมา มันเป็นธรรมะเหมือนกันมั้งเลยดูเป็นเรื่องเดียวกัน
ทุกเพลงที่เขียน ต้องเชื่อและรู้สึกกับมัน ถูกไหม
ทุกอย่างในชีวิตเลยนะ มันต้องเชื่อก่อน เราจะทำอะไรสักอย่าง เราต้องเชื่อว่ามันดี มันก็เลยส่งมาถึงการเขียนเพลง ถ้าเราไม่เชื่อตัวเอง ไม่เชื่อในเพลงที่เราเขียน คนฟังเขาจะเชื่อเราเหรอ เราต้องเชื่อมันก่อน ใครฟังไม่เศร้าไม่เป็นไร เราเศร้าก็พอแล้ว คือถ้ามันโดนเราเมื่อไหร่ เราคงไม่เรียกร้องให้คนอื่นมาโดนเหมือนเราหรอก เราต่างหากที่จะอยู่กับเพลงที่เราแต่งไปตลอดชีวิต คนฟังเขาไม่ได้อยู่ แม้กระทั่งคนร้องบางคนก็ไม่ได้อยู่ เขาอาจจะลืมเพลงบางเพลงของเขาไป แต่สำหรับคนแต่งมันจะอยู่กับเราตลอดไป เราต้องเชื่อมันมากๆ
ตอนเขียนเพลงใหม่ๆ เราไม่คิดอย่างนี้นะ เราคิดแค่ว่าให้มันผ่านไป ให้นักร้องให้เจ้าของค่ายเขาชอบ แต่พอกลับมาคิด เพลงพวกนั้นไม่สำเร็จเลย ไม่ดัง ไม่โดน แต่กับบางเพลงไม่ดังก็จริงแต่ตอนนี้เรายังกลับไปฟังได้ เออ กูเขียนจากอะไรวะ อ๋อ กูเขียนเพราะกูเชื่ออย่างนี้จริงๆ ทำอะไรเราว่าอยู่แถวๆ นี้ไว้จะดี ต้องเชื่อ ตอนนู้นเราไม่รู้นะว่าความเชื่อคืออะไร รู้อย่างเดียวว่ามันต้องได้ เหมือนวันที่ลาออกจากงานรู้อย่างเดียวว่าต้องรอดดิวะ กูจะโง่ขนาดอดตายเลยหรอ ชีวิตต้องลองดูสักที แต่ก่อนตัดสินใจอะไรความเป็นจริงมันก็ต้องสนับสนุนพอสมควรนะ ไม่ใช่หันหลังออกมาทั้งที่ตัวเองยังติดยา ถ้าบอกว่าอยากเป็นนักแต่งเพลง แต่ตื่นขึ้นมายังนั่งเล่นเกมนี่ผิดนะ อยากเป็นนักแต่งเพลงตื่นมาต้องอ่านหนังสือ ดูหนัง อยากเป็นอะไรพยายามอยู่แถวๆ วงการนั้นเอาไว้

แล้วที่บ้านรู้ตอนไหนว่าลาออกจากงานไปรษณีย์
ผ่านไปปีกว่าๆ หลังจากอัลบั้มชุดแรก คือเขารู้ว่าออกเทป แต่ไม่รู้ว่าลาออกจากงานด้วย ทุกคนบอกแล้วนะว่าลูกลาออก แต่พ่อก็ยังคิดว่าไม่จริงมั้ง จนสุดท้าย… “ถ้าจริงก็บอกมันไม่ต้องกลับมาแล้วกัน” แล้วใครจะกล้ากลับ เราก็ไม่กลับ เทปชุดแรกเพลงไม่ดัง ตังค์ก็ไม่มี
ตอนเขียนเพลงให้ลาบานูนเขียนไป 4 เพลง วันที่เปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งรายได้ออก ออกมา 140,000 เฮ้ย ! เขียนเพลงมันได้เงินเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ก็คิดแค่ว่าเขียนไป 4 เพลง เพลงละ 5,000 โอ๊ย 20,000 สบายเลย ปีนึงเขียนสัก 4 อัลบั้มก็โอเคแล้วนะ แต่วันที่ได้เงินเปอร์เซ็นต์ ถึงเวลาต้องกลับบ้านแล้วเว้ย คิดถึงแม่ วันแม่พอดี เหมือนในหนังเลย นั่งรถทัวร์แล้วนั่งรถสองแถวต่อเข้าไปในอำเภอ ลงตลาดซื้อดอกมะลิ แล้วนั่งสามล้อกลับบ้าน ก้มกราบเท้าแม่แล้วร้องไห้ โมเมนต์นั้นสำหรับเรามันยิ่งใหญ่มาก แล้วถาม “พ่อล่ะแม่” พ่ออยู่ในครัว ไม่ออกมา แกล้งงอน เราก็เอาเงินให้แม่ แม่ก็หายไปสัก 10 นาที พ่อก็ออกมา “อ้าว เป็นไง สบายดีหรอ” โอย… รอดแล้วกู เพลงมันดังมากชุดนั้น แล้วมันมีตลาดนัดข้างๆ เขาเปิดเพลง เราบอก “แม่เพลงนี้กบแต่ง” มันคือความภูมิใจ ทุกวันนี้เวลาเขาได้ยินเพลงอะไรเขาจะโทรมาถาม “เพลงนี้หรือเปล่า แม่ว่าใช่นะ”
คิดว่าเขาคงโอเคนะกับทั้งสองคน ทั้งไอ้หมูและเรา ใครจะไปคิดล่ะว่าจะมีบ้าน ตอนนู้นยังติดหนี้อยู่เลย ความภูมิใจของเราคือเวลาพ่อไปเดินตลาดแล้วคนเขาทักว่าพ่อศิลปินมาแล้ว อย่างน้อยเราทำให้ชีวิตเขาโอเคขึ้น อย่างน้อยซื้อผักเขาก็ได้ผักแถม พ่อเล่าให้ฟังว่าลูกสาวร้านขายผักชอบวงเรา เขาก็แถมให้ แค่นี้เราว่ามันมากกว่าเงินทองอีกนะ การไปเดินตลาดแล้วอย่างกับเป็น ส.ส.
ลายเซ็นของนักแต่งเพลงชื่อ ขจรเดช พรมรักษา เป็นยังไง
เชย หมกมุ่น วกวนอยู่กับเรื่องเดิมๆ ชอบภาษาไทย เราเป็นคนภูมิใจในภาษาไทย อะไรที่มันเป็นภาษาไทยได้เราจะชอบ ถ้ามองลายเซ็นตัวเองก็เป็นคนที่พยายามใช้ภาษาไทยในทางที่สวยงามอยู่ ไม่รู้แค่ไหน แต่พยายามจะเป็นอย่างนั้น
เวลาเขียนเพลงให้คนอื่นแล้วมันดังมากๆ เคยแอบคิดบ้างไหมว่าน่าจะเก็บไว้ให้วงตัวเอง
ไม่เลย ไม่เคยคิดอย่างนี้เลยนะ หลายคนถามว่าไม่เสียดายบ้างหรอ เราไม่เคยเสียดาย เพราะเราคิดว่าเพลงมันโดนส่งมาจากที่ไหนสักที่แล้วมาเป็นของเขา ตอนเราเขียนเราก็เขียนให้เขา ถ้าเรามีความรู้สึกว่าเพลงนี้เจ๋งว่ะเก็บไว้ให้วงเราดีกว่า เพลงนั้นไม่ดังแน่ๆ มันจะเต็มไปด้วยความประดักประเดิดบางอย่าง เราว่ามันต้องถูกส่งมาเป็นของเขา
ตอนนี้ชื่อ ขจรเดช พรมรักษา ก็การันตีความดังของเพลงได้ระดับหนึ่ง
เราพยามจะข้ามตรงนี้เลย เพราะว่าอันตรายมาก เราพยายามเขียนเพลงให้น้อย แต่เขียนให้มันใช่ที่สุด ตอนแรกก็พยายามจะหานามปากกา เคยใช้ด้วย แต่ความฝันเราคือมีชื่อเราบนปกเทป แล้ววันนี้จะไปใช้ชื่ออื่นทำไมวะ ก็เลย… เอาวะ โหลก็โหล คนจะเบื่อก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยอีก 50 ปีเราจะได้มองกลับมาแล้วภูมิใจ
ถ้าให้เลือกหนึ่งเพลงที่รักที่สุดตั้งแต่เขียนมา
ถ้าตอบแบบดาราก็คงชอบทุกเพลง แต่ว่าที่มาของมันทำให้เราชอบไปคนละแบบ อย่างที่มาของเพลง ‘อกหัก’ เราเห็นน้องผู้หญิงคนหนึ่งแขนลาย กรีดแขน ชีวิตแม่งไปโดนอะไรมาวะเนี่ยอายุ 18 ทำร้ายตัวเองขนาดนี้ เราก็เลยมองหน้าไอ้ตูนแล้วคิดว่ามึงต้องทำอะไรบางอย่างในฐานะที่มีคนชอบมึงพอสมควร แต่เราไม่ได้บอกเขานะ เรามีเวลาเขียน 2 วัน คืนนั้นเราดูบอล ลิเวอร์พูลโดนตีเสมอด้วยจุดโทษ เราก็พูดขึ้นมาว่า “ชีวิตแค่โดนทำร้ายเว้ย” แล้วก็เอ๊ะ กูพูดอะไรไปเนี่ย นี่มันเพลง จดๆ ๆ
เราไม่ได้หวังว่ามันจะไปทำอะไร เราแค่หวังว่าถ้าน้องแขนลายคนนั้นเขาได้ยินเพลงนี้ก่อน ภาวนาว่าเขาจะไม่กรีดแขน เราไม่อยากให้ใครทำร้ายตัวเองด้วยเรื่องความรักอีกแล้ว ไม่งั้นเราจะใส่คำว่า “กรีดแขน” หรอ มันเขินมากเลยนะ “กรีดแขนไม่ช่วยอะไร” มันอยู่ในเพลงรักได้ไงวะ สยอง คนจะฟังหรอ แต่เราคิดจากตรงนี้จริงๆ วันที่เรามีความสุขกับอาชีพนักแต่งเพลงที่สุดคือวันที่มีคนบอกว่าเพลงนี้ช่วยชีวิต อย่างพี่เต็ด (ยุทธนา) ก็บอกกับเราว่า “ผมจะเปิดเพลงนี้ให้ลูกผมฟัง” เอาเว้ย… อาชีพกูมีค่าแล้วเว้ยเฮ้ย กูไม่น้ำเน่าแล้ว (ทำท่าทางภูมิใจ น้ำเสียงฮึกเหิม)
‘อกหัก’ เป็นเพลงที่เราโอเคกับมันที่สุดในแง่ของความมีประโยชน์ แต่เพลงที่เขียนยากที่สุดในชีวิตคือเพลง ‘คราม’ ยากมากตรงเมโลดี้ ฟังครั้งแรก โอ้โห ! เพลงอะไรวะเนี่ย ตึ๊ด ตื่อ ตึ๊ด ตือ (ฮัมเมโลดี้เพลงคราม) ร้องขึ้นมาก่อนด้วย ซวยแล้วกู การที่เราเปิดเพลงปุ๊บแล้วได้ยินเสียงร้องขึ้นมาก่อนแม่งท้าทายคนเขียนมาก งานเข้าเหี้ยๆ แล้ว จะพูดประโยคอะไรวะให้คนได้ยินแล้วหันขวับมาฟังต่อ คือถ้าเป็นดนตรีก็จะแบบกีตาร์มันเว้ย แต่นี่ร้องขึ้นก่อน ยากมาก แล้วเมโลดี้มันไม่ซ้ำกันเลย เขียนไปก็แก้ มันไม่ได้อย่างใจเลย
สุดท้ายแล้ววันนั้นไปเที่ยวทะเล ทะเลมันสวยไง รู้ตัวอีกทีเดินไปเหยียบอะไรไม่รู้ ข้างล่างมันเริ่มสีเข้มกว่าตรงที่เราเดินมา ก็เลยดำน้ำลงไปดู เจอปลิงทะเล เราก็ว่ายขึ้นฝั่ง น่ากลัวว่ะ ก็คิดไปเรื่อย ทะเลเหมือนคนเว้ย หาดทรายมันสวย หาดทรายก็เหมือนรูปร่างหน้าตา พอเข้าไปสัมผัสเรื่อยๆ ลึกลงไปเรื่อยๆ ไปเจอปลิงทะเล เราก็เลยเอาความรู้สึกตรงนั้นมาค่อยๆ เรียบเรียง เราจะเล่าให้เหมือนเราค่อยๆ เดินลงไปทีละขั้น ยากมาก ยากทุกขั้นตอนเลย แต่พอกลับไปฟังทีไรก็ชอบ ชอบที่อดทนเขียนจนเป็นอย่างนี้ได้ ถ้าตอนนั้นเราไม่ทน เราก็คงทิ้งคอนเซ็ปต์นั้นไปเลย ก็จะไม่มีเพลงคราม และจะไม่มีเพลงที่เราภูมิใจกับมัน

มีเพลงที่เขียนไม่จบไหม เขียนแล้วไม่ชอบ เลิก
จะมีก็แบบทิ้งคอนเซ็ปต์นั้นไปเลย แสดงว่ามันไม่ลงตัว ข้างบนเขาไม่ส่งคำอะไรมาให้เรา เราโทษข้างบน ถ้านั่งอยู่กับมันแล้วยังไม่มีคำลอยขึ้นมาจากคอนเซ็ปต์นี้ มันมีอะไรบางอย่างผิดปกติแล้วล่ะ แต่ก่อนจะตัดสินใจเราต้องอย่าเพิ่งรีบสรุปนัก เขาให้เวลาหนึ่งอาทิตย์ เราต้องอยู่กับมันจนถึงวันสุดท้ายของอาทิตย์นั้นให้ได้ แล้วต้องไม่หลอกตัวเอง คือมันหาไม่เจอก็คือหาไม่เจอ แสดงว่าคอนเซ็ปต์นี้ไม่เหมาะกับเพลงนี้แน่ๆ ก็ต้องหาคอนเซ็ปต์ใหม่
แต่งเพลงให้กำลังใจคนอื่นมาเยอะ เวลาเจอปัญหากับตัวเองทำยังไง
เอาตัวไม่เคยรอดเลย แย่ตลอดเวลา แต่เราจะพูดประโยคแบบเมื่อกี้เลย เวลาเจอปัญหา เราจะบอกตัวเองว่า แต่งเพลงให้กำลังใจคนอื่น เอาตัวเองให้รอดด้วยนะ มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าเราไม่เป็นเหมือนเพลงที่เราเขียน พยายามกลับไปที่ความเชื่อ เราเชื่อในสิ่งที่เราเขียน ชีวิตเราก็ต้องเป็นอย่างนั้น เราก็คอยบอกตัวเอง แต่งเพลงให้คนอื่นยังแต่งได้ ต้องผ่านไปให้ได้นะมึง
ช่วงที่ท้อที่สุดในชีวิตนักดนตรีคือช่วงไหน
ช่วงนี้ (ปี 2554) คือวงบิ๊กแอสเดินทางมาถึงจุดที่อิ่มตัว จุดที่ความสนใจในเรื่องดนตรีของทุกคนมันไม่เหมือนเดิม ตื่นมาทุกวันแล้วตั้งคำถามว่าจะเอายังไงกับวงกูต่อ ที่ผ่านมาทุกข้อต่อของการเปลี่ยนแปลง เราจะเป็นคนที่หาประตูมาให้เพื่อนเสมอ ตอนนี้อยู่ในช่วงเรากำลังจะหาประตูบานนั้นให้เพื่อนๆ ซึ่งก็เป็นงานที่หนักพอสมควร ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อาทิตย์ที่แล้วท้อสุดแล้ว สองสามวันที่ผ่านมาเราเริ่มหาประตูบานนั้นเจอแล้ว เราก็หวังว่าจะผ่านให้ได้ หวังว่ามันจะโอเค อย่างน้อยเรามีเพื่อนที่พร้อมจะเดินตามเรา มันก็ไม่ถามสักคำนะว่าจะพาไปไหน มันก็เชื่อที่เราจะพามันไป ที่ยากก็คือขั้นตอนต่อไป เราไม่เคยแบบ… “ไม่เอาแม่งแล้ว จบ” เราทำงานวงการบันเทิง ถ้าเราไม่บันเทิงกับความทุกข์แล้วใครจะมาบันเทิงกับเราวะ ถ้าเจอความทุกข์เราต้องพยายามหาความสนุกกับมัน
ถ้าจำเป็นต้องเลือกระหว่างการเป็นมือกลองบิ๊กแอสกับการเป็นนักแต่งเพลง จะเลือกอะไร
ยาก เลือกไม่ได้หรอก สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราเลือกไม่ใช่ว่าเราจะทำอะไร เราแค่ขออยู่กับเพื่อน ขออยู่กับพวกมึงสามสี่คนนี้ ให้เป็นอะไรก็ได้ ไม่เป็นนักแต่งเพลงก็ได้ แต่ขออยู่ด้วยกันก็พอ
ถ้าเด็กคนหนึ่งมีฝัน แต่ด้วยความจำเป็นอะไรก็ตามทำให้เขาไม่สามารถเดินตามที่ฝันได้ เขาควรทำยังไงให้ไม่ลำบากใจกับทางที่จำเป็นต้องเดิน และยังสามารถหล่อเลี้ยงความฝันตัวเองไว้ได้
ชีวิตจริงมากๆ เลย ทำสองอย่างน่ะทำได้ แต่ธงของเราต้องปักไว้อันหนึ่ง สมมติเราปักไว้ว่ากูจะเป็นประมาณนี้แหละ ทำอัลบั้มด้วยทำงานประจำไปด้วย ในเมื่อมันโดนแบ่งออกเป็นสองข้าง ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมันโดนแบ่งแน่ๆ มันสำเร็จแค่ 50 เปอร์เซ็นต์แน่ๆ ถ้ารับได้ก็โอเค เช่น เราไม่ได้ยุนะ ไม่ได้ยุใครทั้งสิ้น แต่เราจะบอกว่าถ้าเราไม่เลือก ณ วันนั้น มันจะไม่มีวันนี้ คำพูดที่น่าเสียใจที่สุดในโลกนี้สำหรับเรา คือคำว่า “น่าจะทำอย่างนั้น” แต่อย่าเอาเราเป็นต้นแบบ อย่า (ย้ำเสียงหนัก) แต่ว่าถ้าเจอใครที่มันใช่เมื่อไหร่ เราจะเตือนให้คนอื่นลุกตลอดเวลา เรื่องแบบนี้เป็นกันทุกยุคสมัย ไม่มีใครกล้า 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่สัญชาตญาณมันจะบอกเราว่าความฝันเรารุนแรงแค่ไหน สัญชาตญาณมันจะบอกเราว่าควรเลือกแบบไหน
รุ่งนภา พิมมะศรี: เรื่อง

