ในคอนเสิร์ต Green Day Live in Bangkok 2025 (กรีนเดย์ ไลฟ์ อิน แบงค็อก 2025) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีองค์ประกอบเล็กๆ ที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมได้ไม่น้อย ก็คือการแสดงของศิลปินเปิดการแสดง (Opening Act) นามว่า Pistols99 (พิสทอลส์ ไนน์ตี้ไนน์)
พวกเขาเป็นวงดนตรีที่คนส่วนใหญ่ใน อิมแพ็ค อารีน่า คืนนั้นไม่รู้จัก แต่พวกเขาก็ได้รับการตอบรับอย่างดี หลังคอนเสิร์ตจบลง มีหลายคนที่ไม่รู้จักวงนี้มาก่อนเข้ามาบอกว่า “เล่นได้ดี” “ชอบ” “เยี่ยมมาก” ทั้งต่อหน้าและผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของวง
Pistols99 เป็นวงพังก์ร็อก (Punk Rock) สัญชาติไทยที่เดินทางกันมาเป็นเวลา 14 ปี มีสมาชิก 4 คน ประกอบด้วย กฤษฎ์ พรหมใจรักษ์ (ออม) – นำร้อง กีตาร์, ธนทัต ท้อเพียร (กัส) – กีตาร์, อนรรฆ วานิชย์ (ไข่ตุ๋น) – เบส และ เสกสรรค์ วิเศษวงศ์ชัย (ใจ๋) – กลอง
พวกเขามีผลงานเพลงออกมาแล้ว 3 อัลบั้ม คือ A Kid of Nations (ปี 2012) Coming of Age (ปี 2018) และ Counter-culture (ปี 2021) ซึ่งเนื้อหาของทุกเพลงนั้นว่าด้วย ‘ชีวิตและสังคม’ ตามวิถีพังก์ แต่ก็มีเรื่องราวปลีกย่อยเฉพาะตัวตามประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง
ด้านการแสดงสด พวกเขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการเล่นดนตรีในคอนเสิร์ตอันเดอร์กราวนด์มานานเท่าๆ กับอายุวง และเคยเล่นเปิดให้วงดนตรีจากต่างประเทศหลายวง แต่ก็เป็นวงขนาดเล็กๆ มีคนฟังเฉพาะกลุ่ม
การได้รับโอกาสให้เป็นวงเปิดคอนเสิร์ต Green Day เป็นสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ทะลุมิติแห่งความฝัน” และโอกาสที่ได้มานี้ ไม่ได้มีความหมายเป็นแค่ความสำเร็จของ Pistols99 เท่านั้น แต่มันยังมีความหมายใหญ่กว่านั้น คือ การที่พวกเขาได้พาซีนดนตรีอันเดอร์กราวนด์ของไทยออกไปให้คนหมู่มากได้รู้ว่าในประเทศไทยมีสิ่งนี้อยู่ ขณะเดียวกันก็ได้บอกเล่าเรื่องราวในสังคมไทยออกไปสู่ผู้ชมจำนวนหนึ่งที่เป็นชาวต่างชาติ ผ่านบทเพลงที่พวกเขาเลือกไปเล่นในคืนนั้น
ด้วยความน่าสนใจหลายๆ ด้าน The Conversations จึงอยากชวนรู้จักวงพังก์ร็อกสัญชาติไทยวงนี้ให้มากขึ้นจากบทสนทนาต่อไปนี้

วง Pistols99 มีความเป็นมาอย่างไร
ไข่ตุ๋น : เริ่มจากกัสกับผมเล่นสเกตบอร์ดด้วยกันที่สนามธูปเตมีย์ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เราเรียนคนละโรงเรียนแต่บ้านอยู่ใกล้กัน ก็เลยมาเล่นสเกตที่เดียวกัน กัสชวนมาตั้งวงเล่นดนตรีแนวป๊อปพังก์ สักพักก็ชวนเพื่อนคนอื่นมา ส่วนชื่อวงกัสคิดมาตั้งแต่แรก
ออม : ผมเป็นคนขอนแก่น ตอนเรียนมัธยมทำวงดนตรี เป็นวงพังก์ แล้วปล่อยเพลงลงใน My Space (มายสเปซ – สื่อสังคมออนไลน์ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักดนตรีช่วงทศวรรษ 2000) และบางเพลงถูกนำไปรวมอยู่ในแผ่นเอ็มพีสาม ก็เลยมีคนฟังเพลงผมกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งกัสก็เป็นหนึ่งคนที่เคยฟัง
หลังจากนั้น ช่วงที่ผมเรียนจบมัธยมย้ายเข้ามาเรียน มศว. (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ) กัสทักมาใน MSN (เอ็มเอสเอ็น – โปรแกรมแชตยอดนิยมก่อนมีเฟซบุ๊ก) ถามว่ายังเล่นดนตรีอยู่ไหม พอบอกว่าเราอยู่กรุงเทพแล้ว กัสก็ชวนมาแจม ได้มาแจมกันตอนหน้าร้อนปี 2011 ก็รู้สึกว่าโอเค เรื่องฝีมือเราอาจจะไม่ได้ดีมากแต่มันไปด้วยกันได้ ก็เลยตัดสินใจเข้าวง และชวนกันทำเพลงในวันแรกที่เจอกันเลย
ตอนแรกมือกลองยังไม่ใช่พี่ใจ๋ เราเล่นกับมือกลองคนแรกประมาณหนึ่งปี ปล่อยเพลงสามสี่เพลง แล้วมือกลองคนแรกก็ออก ส่วนพี่ใจ๋ เขาเป็นเพื่อนของรุ่นพี่ผม รู้จักกันในงานคอนเสิร์ต เคยไปแจมดนตรีด้วยกันบ้างนิดหน่อย และมีบางช่วงที่มือกลองคนแรกไม่ว่างมาเล่น เราก็ชวนพี่ใจ๋มาตีแทน จนกระทั่งมือกลองออกจากวง ทุกคนในวงก็เห็นตรงกันว่าลองชวนพี่ใจ๋เข้ามาเป็นสมาชิกวง
ใจ๋ : ผมเข้ามาก็ปล่อยอัลบั้มแรกพอดี (ปี 2012) ผมไม่ได้ทำเพลงกับวงเลยนะ สิบกว่าเพลงในอัลบั้มแรกผมไม่ได้มีส่วนร่วมเลย ไม่ได้อัดด้วย แต่มีชื่อเป็นสมาชิกวง ผมแค่เข้าไปหารค่าใช้จ่ายในการผลิต
Pistols99 : หลังจากนั้นก็อยู่กันมายาว เราอายุห่างกันประมาณปีสองปี ถือว่าเป็นรุ่นๆ เดียวกัน ฟังเพลงใกล้เคียงกัน เล่นด้วยกันได้
แล้วก็มีงานเล่นกันมาเรื่อยๆ ? งานที่เล่นเป็นงานอันเดอร์กราวนด์ หรืองานแบบไหน
Pistols99 : ใช่ครับ ประมาณห้าหกปีแรกวงเรามีงานตลอด งานเยอะเฉลี่ยเดือนละครั้งได้เลย ส่วนใหญ่เป็นงานวงการพังก์โดยตรง แต่ก็มีหลายงานที่ไปรวมกับสายอื่น งานเมทัลจ๋าๆ ก็มีหลุดเข้าไปเล่นกับเขามาบ้างส่วนมากเป็นงานอันเดอร์กราวนด์ ใครชวนเราไปหมด ไปทุกแนว ตั้งแต่ป๊อปพังก์ด้วยกันไปจนถึงฮาร์ดคอร์ เมทัล ไกรนด์คอร์ก็เคย เพราะวงเรา DIY (ใช้เงินตัวเองทำเพลงเอง) ถ้าไปเล่นได้เราก็อยากไปเล่น เพื่อโปรโมตงานเพลงเรา และเราก็เมกชัวร์ว่าทุกงานเราต้องเล่นให้ดีที่สุด จะได้มีงานต่อๆ ไป ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นอยู่ห้าหกปี จนเราออกอัลบั้มสองในปี 2018
ช่วงที่เราเพิ่งตั้งวง มีนักดนตรีกลุ่มหนึ่งเริ่มตั้งกลุ่มจัดงานชื่อ Siam Old School (สยามโอลด์สคูล) จัดงานที่รัชดาไนท์บาซาร์ตรงสถานีรถไฟใต้ดินลาดพร้าว ผมว่าจุดนั้นเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เราได้อยู่ในซีนนี้จริงๆ เพราะตอนแรกเราไม่ได้รู้จักใครมาก่อน เราเล่นของเราเอง เวลาหางานเล่นเราก็ส่งเพลงให้ผู้จัดฟัง หรือบางงานเขาเปิดออดิชั่นเราก็ส่งไป แล้วมันก็ต่อมาเรื่อยๆ แต่พอมีกลุ่ม Siam Old School ที่เขาเป็นตัวหลักในการจัดงาน มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดี
แต่มันก็ไม่ได้ทำเงินให้เรานะครับ เพราะงานสมัยก่อนไม่ได้เงิน สมัยนี้ซีนดนตรีอันเดอร์กราวนด์มันดีขึ้นแล้ว เริ่มมีค่ารถ ดีขึ้น แต่ช่วงปี 2010 ต้นๆ ถึงก่อนโควิด มันคืองานฟรี มีได้เงินบ้าง

แต่เราก็เป็นวงที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเล่นสนุกๆ ไม่ได้คาดหวังจะทำเงินอยู่แล้วใช่มั้ย
ออม : ก็คาดหวังระดับหนึ่ง แต่เราก็เข้าใจว่าแลนด์สเคปของสิ่งนี้ในบ้านเรามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เราก็รู้ว่ามันยาก วงพวกผมมันเป็นวงที่แปลกๆ ถ้าเทียบกับวงอื่นในซีนเดียวกัน มันก้ำกึ่งไปหมด มันป๊อปมั้ยก็ไม่ป๊อปจ๋า ขณะเดียวกันดนตรีก็ไม่ได้พังก์รุนแรงขนาดนั้น เนื้อหาที่เราพูดมันก็แนวเพื่อชีวิต เพลงเรามันเป็นเพลงที่คนธรรมดาก็ฟังได้ ขณะเดียวกันคนที่ฟังเอ็กซ์ตรีมมิวสิก (เพลงหนักๆ) ก็ฟังได้ แต่ก็จะงงๆ นิดนึงเวลาไปเล่น บางทีไปเล่นงานฮาร์ดคอร์ วงอื่นเขามอทพิช ว๊าก เมทัล แต่เราเป็นวงที่ร้องรู้เรื่อง มันก็จะแปลกๆ นิดนึง แต่เราเองก็ชินแล้ว และทุกครั้งก็ได้ฟีดแบ็กดีๆ มีคนที่อยากดูเราตามมาดูตลอด ก็มีคนกลุ่มของเรา ทำให้เราผ่านช่วงเวลานั้นๆ ไปได้
ไม่รู้ว่าซีนดนตรีอันเดอร์กราวนด์ยุคสิบปีหลังมานี้เป็นยังไง การแบ่งแยกเวที แบ่งแยกแนว มันลดน้อยลงไปแล้วรึเปล่า เท่าที่รู้คือช่วงสัก 15-18 ปีที่แล้วมีการแบ่งกลุ่มแบ่งสายกันค่อนข้างชัด
ออม : ช่วงที่เราเล่นกันใหม่ๆ มันยังมีอยู่ แต่วงเราเป็นข้อยกเว้น ก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน อย่างเช่น งานฮาร์ดคอร์หกวงเจ็ดวง มีวงเราเป็นป๊อปพังก์วงเดียว หรืองานอีโมเราก็ไปเล่นกับเขา ไปได้กับทุกแนว ถ้าให้วิเคราะห์ คิดว่าคนจัดงานเขาฟังเพลงแล้วชอบ และเพลงเรามันก็มีความอะเกรสซีฟในตัวที่เล่นกับวงหนักได้ ในขณะเดียวกัน ถ้าเป็นงานเล่นต่อหน้าสาธารณชนอย่างงานตามห้าง เราก็เล่นได้ เพราะเพลงเราไม่ได้ฟังยากขนาดนั้น แค่เนื้อหาอาจจะไม่เหมือนเนื้อหาเพลงทั่วไป
ช่วงแรกๆ ก็มีความกังวลเวลาที่ได้รับคำชวน แต่เราก็ไม่อยากปฏิเสธ อย่างงานไกรนด์คอร์ งานอันเดอร์กราวนด์เมทัลจ๋าๆ เราก็ตอบตกลงไป เราอยากเล่น พออยู่ตรงนี้นานๆ เราก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า คนที่ฟังเมทัลหนักๆ เขาก็ต้องฟังเพลงทั่วไปได้อยู่แล้ว เพราะบ้านเราไม่ใช่ต้นทางของวัฒนธรรม ก่อนจะเสพเพลงเอ็กซ์ตรีมแบบนั้น ก็ต้องเริ่มจากเกตเวย์แบนด์อย่างเช่น Sum 41 (ซัมโฟร์ตีวัน) Linkin Park (ลินคินพาร์ก) Limp Bizkit (ลิมป์บิสกิต) ด้วยคัลเจอร์แบบนี้ ก็ทำให้เขาไม่ได้มองว่าเราเป็นตัวปลอม เพราะทุกคนก็เริ่มมาแบบเดียวกัน

บรรยากาศในวงการที่เจอมาตลอด 14 ปีเป็นยังไงบ้าง
Pistols99 : มันก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง แล้วแต่จังหวะ สิ่งที่เราเจอแล้วเรามองว่าไม่ดีก็เป็นเรื่องระบบการจัดการหลังบ้าน ยุคที่เราเริ่มต้นเป็นยุคหลังจากที่การแบ่งกลุ่มแบ่งก๊วนกันมันสลายไปพอดี ในยุคเราถ้ามีคนไม่ถูกกัน มันก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลมากกว่า ไม่ได้เป็นลักษณะแบ่งพรรคแบ่งพวกกัน
ถ้าถามว่าช่วงปัจจุบันวงการเป็นยังไง ต้องถามว่าวงการมันยังมีอยู่หรือเปล่า โดยเฉพาะวงการพังก์มันมีอยู่ไหม เรามองว่ามันไม่มีแล้วนะ ถ้ามีก็เป็นวงเก่าๆ ไปเลย รุ่นเก่าไปเลย แต่ไม่มีเด็กหน้าใหม่มาตั้งเป็นแก๊งเด็กพังก์แบบนั่งจตุจักรประตูสองเหมือนเมื่อก่อน ซีนพังก์มันไม่มีแล้ว จะเหลือแค่บางวงที่ยังทำอยู่ มีวงเกิดใหม่มาบ้างแต่ก็เป็นคนหน้าเก่า ส่วนวงที่เป็นรุ่นใหม่เลยก็มี แต่เขาไม่ได้เป็นกลุ่มเป็นก้อน ไม่มีการสร้างอีโคซิสเท็ม มันเป็นยุคที่ต่างคนต่างทำแล้วดันตัวเองบนโซเชียลมีเดีย แล้วก็เข้าไปค่ายใหญ่เลย ซึ่งถ้ามีซีนเกิดขึ้นใหม่ มันจะเป็นซีนที่ไม่เกี่ยวกับเรา เราจะไม่ได้อยู่ในนั้น น้องเขาก็มีรุ่นของเขาเอง รุ่นเรามันไม่มี แต่ยุคนี้มันมีช่องทางการซัพพอร์ตที่ไปถึงศิลปินมากขึ้นเรื่อยๆ มันมีวิธีเยอะขึ้น เริ่มมีเงินเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้เยอะขึ้น
Pistols99 ไม่เคยมีค่าย ใช้เงินตัวเองมาตลอดเลยใช่มั้ย
Pistols99 : ไม่มีเลยครับ ปัจจุบันอยู่ค่าย แบรนด์นิวมี เรคคอร์ดส (Brand New Me Records) เป็นค่ายของกลุ่มเพื่อน แต่อยู่แค่ในนาม เขาไม่ได้ให้เงินซัพพอร์ต มันเป็นลักษณะอยู่แก๊งเดียวกัน ช่วยโพสต์ช่วยแชร์ ช่วยโปรโมต หรือถ้าเราจะอัดเพลงแล้วเราไม่มีทุนทรัพย์ก็ไปอัดกับพวกเขาได้ แต่สตูดิโออยู่ไกล เราก็เลยไม่ได้ไป เราก็ทำของเราเอง
เราใช้ทุนทรัพย์ตัวเองเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือใช้คอนเน็กชันตัวเอง อาจจะมีเพื่อนพี่น้องบางคนเขาอยากสนับสนุนเรา เขาก็บอกให้เราไปใช้ห้องอัดของเขา เรื่องเงินค่อยว่ากันทีหลัง โดยส่วนมากก็เป็นอย่างนั้น อย่างอัลบั้มชุดที่สองก็อัดที่สตูดิโอของพี่ชาย มือกีตาร์วง แบรนด์นิว ซันเซต (BrandNew Sunset) ซึ่งก็ทำให้พวกเราสนิทกับ แบรนด์นิว ซันเซต ไปเลย
ใจ๋ : ก็แปลกนะ เราได้รับความเอ็นดูจากรุ่นพี่หลายๆ คน เราจับพลัดจับผลูไปเรื่อยๆ จริงๆ ผมมองว่าวงเราอยู่ด้วยการขายเนื้อหาของเพลง มันก็เลยทำให้เราไปได้ทุกที่ เพราะในด้านดนตรีใครฟังก็จะรู้ว่าดนตรีวงนี้กระจอกมากถ้าเทียบกับวงอื่นๆ ดนตรีง่ายๆ เพราะพวกเราไม่ได้เก่งดนตรี เราเล่นกันเพราะความสนุก แต่ว่าด้วยเนื้อหาเพลงแต่ละเพลงที่ออมเขียนมันเบสออนความเป็นเพื่อชีวิต เป็นความเป็นจริงในสังคม อย่างน้อยๆ ในสิบเพลงมันคงมีสักเพลงที่ไปโดนใจใครบ้าง มันก็เลยทำให้เราอยู่มาได้ มีคนชวนไปเล่นเรื่อยๆ
ออม : มันเล่าเรื่องชีวิต ซึ่งชีวิตก็ประกอบด้วยหลายเรื่อง ก็เลยโดนใจคน เพราะด้วยความที่เราก็เป็นคนทั่วๆ ไป สิ่งที่เราเจอมันก็รีเลตกับคนอื่นๆ เรามีคนฟังใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ อาจจะไม่ได้มาก แต่มีเข้ามาตลอด

วงพังก์ไทยวงอื่นๆ เขาแต่งเนื้อเพลงเกี่ยวกับอะไรกัน
ไข่ตุ๋น : ถ้าเป็นวงรุ่นก่อนๆ ก็คล้ายๆ เรา เสียดสีสังคม แต่รุ่นใหม่เป็นป๊อปพังก์ มันกลายเป็นเรื่องป๊อป เรื่องความรัก
ออม : มันก็มีคนที่เป็นสตรีทพังก์ที่พูดเรื่องสังคม ด่าตำรวจ แต่ผมรู้สึกว่าเขาพูดเป็นสโลแกนการเมือง มันกว้าง แต่ที่ผมเขียน มันเป็นเรื่องที่เราเจอมา มันจะมีเหตุการณ์เฉพาะเจาะจงบางอย่าง มีความเฉพาะตัวบางอย่าง เบสออนเหตุการณ์ของเรา
อย่างเช่นเพลง ‘สมรภูมิดินแดง’ มาจากช่วงปี 2020 (พ.ศ. 2563) ผมไปม็อบบ่อยมาก แต่ช่วงหลังๆ ที่เขาไปบ้านประยุทธ์ที่วิภาวดี ผมไม่ค่อยได้ไป วันที่ผมเขียนเพลงนี้ผมไม่ได้ไป แต่ก็ตามข่าว พอเขายิงกระสุนยางผมก็เขียนเพลง เหมือนเราเขียนเพลงนี้เพราะเราเสียดายที่ไม่ได้ไป เราอยากไปแต่เรามีเหตุผลที่ไม่ได้ไป เราก็ส่งกำลังใจให้เพื่อนที่ไป ซึ่งหลังจากวันนั้นมันก็เกิดเรื่องกรณีกลุ่ม ‘ทะลุแก๊ส’ เรารู้สึกว่ามันเกิดไบแอสระหว่างคนไปม็อบที่เป็นคนชนชั้นกลางอย่างเรากับคนไปม็อบกลุ่มทะลุแก๊ส แต่ผมมองว่าทั้งสองก็ต้องการสิ่งเดียวกัน คือต้องการความเท่าเทียม ต้องการสิทธิมนุษยชน แม้ว่าวิธีที่เขาแสดงออกมาอาจจะไม่เหมือนกับที่เราแสดงแต่เป้าหมายมันเป้าหมายเดียวกัน คนก็มองว่าพวกนี้ไร้การศึกษา หัวรุนแรง ทั้งที่มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน เราก็เลยรู้สึกว่าเราอยากเขียนเพลงเพื่อบอกพวกเขา (ทะลุแก๊ส) ว่าเราเข้าใจคุณ เราอยากสนับสนุนพวกคุณนะ เราเป็นกำลังใจให้ และมันก็รวมถึงเหตุการณ์โดยรวมช่วงนั้นด้วย เราก็บันทึกประวัติศาสตร์ช่วงนั้นที่เราเคยได้ออกไปลุยกันจริงๆ ไปเดินถนนกันจริงๆ ก่อนที่เราจะหยุด มันก็สะท้อนอยู่ในหลายๆ เพลง
นอกจากนั้น เราก็เขียนเพลงอื่นๆ พังก์มันต้องมีเพลงการเมืองสังคม แต่เราก็มีเพลงเนื้อหาอื่นๆ ในชีวิต เพราะเราเป็นคนทั่วๆ ไป เราพูดเรื่องชีวิต เรื่องการทำงาน เรื่องความรัก
ใจ๋ : จะเรียกว่าฟลุกหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ แต่ว่าเนื้อเพลงที่ออมเขียนมามันดันเป็นที่พอใจของทุกคน ไม่มีเพลงไหนเลยที่มีคนในวงรู้สึกว่าอย่าพูดเรื่องนี้ได้ไหมวะ หรือรู้สึกว่าเราอย่าปล่อยเพลงนี้เลย เรามีแต่ความรู้สึกว่าชอบ เอาเลย เราเห็นด้วยกับเรื่องพวกนี้ทั้งหมด มันก็เลยยาว ทำเลยๆ ๆ ก็คงโชคดีประมาณนึงที่สิ่งที่เราคิด-ทัศนคติในการมองโลกของเรามันใกล้เคียงกัน มันก็เลยลุยกันต่อไปได้เรื่อยๆ โดยที่เราไม่มีปัญหากัน ไม่ได้ขัดแย้งกัน
กระบวนการทำเพลงของวงเป็นยังไง
ออม : ช่วงแรกหลักๆ คือผมเขียนมาก่อน เขียนเป็นโครงหรือบางทีเขียนเป็นเพลงเสร็จ แล้วมาแจมมาปรับกันในห้องซ้อม พอได้เวอร์ชั่นที่เราพอใจก็เข้าห้องอัด แต่หลังๆ ก็มีหลายแบบ มีแบบที่ผมทำมาเลยทั้งเพลง แล้วก็มาแก้ หลังๆ เป็นผมจบงาน เพราะผมเป็นคนแต่งเพลงเป็นหลัก
ใจ๋ : เราไม่ค่อยได้ซ้อม เราอยู่กันคนละทิศคนละทาง เวลาว่างก็ไม่ตรงกัน จนหลังๆ กลายเป็นออมจบงานคนเดียว แล้วค่อยมาแก้กันในห้องซ้อมให้มันเข้ามือ
การทำแบบนี้ได้แปลว่าทุกคนเป็นคนง่ายๆ พอสมควร หรือไม่ก็ต้องยอมกันได้ เพราะว่าถ้าสมาชิกคนใดคนหนึ่งคิดว่ากูต้องมีส่วนร่วมมากกว่านี้ มันก็จะทำวิธีแบบนี้ยาก
ใจ๋ : จะบอกว่า ‘ง่ายๆ’ ก็ไม่เชิง ต้องเรียกว่าค่อนข้างไว้ใจกัน ไว้ใจรสนิยมการฟังเพลงที่มันใกล้เคียงกันมากกว่า พอเราไว้ใจในสิ่งที่ออมมันทำมันเขียนมา ทุกอย่างมันดูง่ายไปหมดเลย แค่มาปรับกันตอนอัดหรือตอนซ้อม เพราะว่ารสนิยมในการฟังเพลงใกล้เคียงกันอยู่แล้ว ก็เลยไม่มีอะไรที่จะต้องเปลี่ยนมาก เราก็ไม่ได้อยากมีชื่อเราเป็นคนเรียบเรียง ยังไงในขั้นตอนสุดท้ายก็ทำร่วมกันอยู่ดี อยู่ที่ว่าทุกคนเห็นตรงกันแล้วว่าเพลงนี้โอเคก็จบ ก็ปล่อยออกไป

เคยมีปัญหาอะไรกันไหม หรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าวงจะไปต่อหรือไม่ไปต่อ
ไข่ตุ๋น : มีครับ ช่วงนั้นผมเกเรฮะ มาซ้อมคือทุกคนเขาซ้อมเสร็จหมดแล้ว ผมแค่มาจ่ายตังค์แล้วก็กลับบ้าน
ออม : มันมีช่วงเกเร ช่วงดาวน์ของแต่ละคน (หัวเราะทั้งวง)
ใจ๋ : มันก็มีช่วงเกเรของแต่ละคน แต่เราก็เรียนรู้กันมาเรื่อยๆ เวลาเกิดสถานการณ์ขึ้นก็คุยกันว่าจะเอายังไงต่อ อยากเล่นต่อไหม ถ้าอยากเล่นก็ปรับตัวนิดนึง สุดท้ายทุกคนก็ยังอยากสนุกด้วยกันอยู่
ออม : สำหรับผมใช้วิธีปลงครับ ผมผ่านมาหมดแล้ว บางช่วงเรารู้สึกว่าเพื่อนเราอาจจะใส่ใจไม่เท่าเรา มันมีช่วงที่ผมอยากไปเล่นดนตรีที่ต่างจังหวัดมากๆ แต่เพื่อนไม่ไปกัน เพราะว่าไม่ได้ค่ารถ ผมก็รู้สึกไม่ค่อยโอเค ก็ไปทำออกเพลงเดี่ยว จะได้ไม่ต้องรอ แต่โตขึ้นเราก็รู้ว่าทุกคนก็มีไพรออริตี (ลำดับความสำคัญ) ต่างกัน เราก็เข้าใจได้ ทุกคนมีชีวิตของตัวเอง มีพาร์ตอื่นที่ต้องเทกแคร์ต้องใส่ใจ
คือวงเรามีช่วงที่สมาชิกวงรู้สึกแผ่วๆ แต่แผ่วไม่พร้อมกัน ก็ถือว่าโชคดี จริงๆ ช่วงหลังผมเป็นคนแผ่วด้วย เพราะว่าผมยุ่ง ผมเปิดบริษัทจัดคอนเสิร์ตชื่อ Wildest Youth (ไวลเดสต์ ยูท) ทำให้รู้สึกว่าเราอยู่กับงานคอนเสิร์ตกับดนตรีเยอะแล้ว อีกอย่างคือเราเล่นดนตรีมันไม่ได้เงินกลับมา แต่พอไปจัดคอนเสิร์ตมันสามารถทำเป็นธุรกิจจริงจังได้ เราก็ไปโฟกัสตรงนั้น
ใจ๋ : ถ้าแผ่วพร้อมกันก็คงวงแตกไปนานแล้ว … ผมว่ามันขึ้นอยู่กับช่วงจังหวะชีวิตด้วย ปัญหาหลักๆ ที่ก่อนหน้านั้นเวลามีงานต่างจังหวัดแล้วเราไม่ไป มันก็เป็นเพราะเรื่องเงิน ถ้าไปแล้วเราไม่ได้รายได้และยังเสียตังค์เพื่อเดินทางไปเล่นอีก มันเริ่มคิดหนักแล้ว ตอนเริ่มทำงานใหม่ เงินเดือนเราก็น้อย พอถึงช่วงหลังโควิด เงินส่วนตัวเราเริ่มมี เราเริ่มเติบโต พอเรามีรายได้ที่อยู่ได้ เราไม่ตายแล้วแน่ๆ มันก็โหยหาการเล่นดนตรี
ออม : ชีวิตคนในวงก็เซตเทิล (ลงหลักปักฐานมั่นคง) กันพอสมควรแล้ว ยกเว้นผม ผมยังเหมือนเดิม เงินหมุน ทุกวันนี้ผมได้ทำสิ่งที่อยากทำหมดเลย แต่ประเด็นคือมันไม่ได้ทำเงิน มันไม่ได้ทำให้เรารวย และปีที่แล้วจัดคอนเสิร์ตขาดทุนไปเยอะ ผมต้องใช้ชีวิตแบบประหยัดมากๆ
ใจ๋ : เราไม่ได้รวย แต่เราเอาเงินมาทุ่มกับสิ่งนี้ซะงั้น โดยที่เรามีข้ออ้างกับมันว่า “กูมีความสุขกับการเล่นดนตรี” แค่นั้นเอง อย่างล่าสุดที่ไปทัวร์ไต้หวัน ก็ออกเงินกันเองทุกคน แล้วรีเทิร์นกลับมาน้อยมากๆ แล้วภรรยาผมก็ถามว่า “ทำเพื่ออะไรหรอ” เราก็คิด เออ… ก็จริงนะเว้ย มันมีคำถามจากคนอื่น เพราะว่าคนที่เขาไม่เข้าใจ เขาก็จะถามสิ่งนี้กัน คำถามมันคลาสสิกมากเลย ทำไปทำไมหรอ ทำไปเพื่ออะไร ทำไมเราจะต้องเสียตังค์ไปเล่นดนตรีวะ ในเมื่อคนอื่นเขาได้ตังค์ แล้วเราทำไมมันถึงกลับกันขนาดนั้น
เราก็ตอบคำถามนี้ไปโดยที่เขาก็ไม่น่าจะเข้าใจหรอกว่า “มันคือความสุข” มันคือความสุขจริงๆ นะเว้ย มันคือการซื้อประสบการณ์ชีวิต มันคือสิ่งที่เราชอบ พอเราได้เล่นดนตรีด้วยและได้ไปต่างประเทศ ต่างจังหวัดด้วย มันเป็นที่ที่เราไม่ค่อยมีโอกาสไป เราก็เลยยอมทุ่มเทกับสิ่งนี้ กับคำอธิบายแค่ว่า “ความสุขในการเล่นดนตรี” แค่นั้นเอง มันไม่มีอะไรมากกว่านั้น แล้วมันก็หาคำตอบที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้วด้วย ก็เคยถามตัวเองเหมือนกันว่าเพื่ออะไรวะ

จะบอกว่าเป็นการปูทางไปสู่การเป็นศิลปินดังก็ไม่ใช่เนอะ เพราะทุกคนก็คงไม่ได้มองภาพที่ตัวเองจะดัง
ออม : ใช่ มันไม่ใช่เหตุผลนั้น จะมองว่าเป็นการลงทุนก็ได้ เพราะเราเสียตังค์ไปเล่น แต่สำหรับผมถ้าเอาแบบที่คนทั่วไปเข้าใจง่ายที่สุด ผมอยากจะเปรียบเทียบอย่างนี้ คือ วัยรุ่นทั่วไปเล่นดนตรีสมัยเรียน แต่พอถึงจุดหนึ่ง หลังเรียนจบคุณทำงาน ถ้าคุณไม่ได้เป็นนักดนตรีอาชีพเล่นกลางคืนหรือเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จ คุณจะไม่ได้เล่นดนตรีนะ ถึงแม้ว่าคุณมีเงินเดือนสองแสน คุณซื้อกีตาร์กิ๊บสัน (Gibson) มาเล่นที่บ้าน คุณก็ได้เล่นแค่ในบ้านคนเดียว แต่สำหรับเรา ถึงแม้ว่าบางทีเราจะต้องจ่ายตังค์ แต่สุดท้ายเรามีผลงาน เราได้สร้างสิ่งที่มันเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา อุปกรณ์ที่เราซื้อมามันไม่ได้ถูกเล่นแค่ในห้อง เราสามารถเอาไปเล่นให้มันคุ้มค่า ผมว่ามันก็ดีกว่า
อยากแชร์มุมมอง หรือเป็นการช่วยคิดคำตอบว่า จริงๆ แล้วมันก็เทียบได้กับสิ่งอื่นๆ ที่คนเขาชอบกัน บางคนเอาเงินไปซื้อฟิกเกอร์ ซื้อของสะสมต่างๆ บางคนไปเที่ยวต่างประเทศปีละหลายครั้ง หรือคนที่เขาไปปีนเอเวอร์เรสต์ ก็ต้องจ่ายตังค์ทั้งนั้น
ใจ๋ : ใช่ บางคนเติมเงินในเกมเป็นล้าน มันคือการใช้เงินกับความสุข มันเหมือนการท่องเที่ยว แต่เป็นการท่องเที่ยวเพื่อซื้อประสบการณ์ชีวิต ถ้าคิดว่าจ่ายตังค์ไปเที่ยวเฉยๆ เราอาจจะไม่ได้ไป
แล้วในการไปครั้งนั้นมันมีคนที่บ้ากว่าเราอีก คือน้องที่ไปทำซาวนด์ให้เรา ชื่อ ‘อิง’ เป็นมือกีตาร์วง Flowers for Daryl (ฟลาวเวอร์ฟอร์แดริล) พวกผมจ้างเขาไปทำซาวนด์ แต่เขาไม่มั่นใจในตัวเองมากพอว่าจะทำคนเดียวได้ เขาก็เลยเสียเงินของตัวเองจ้างเพื่อนไปอีกคน ออกค่าเครื่องบิน ออกค่ากินค่าอยู่ทุกอย่างให้เพื่อนคนนั้น ทั้งๆ ที่เงินที่เราจ้างเขาก็แค่การออกค่าตั๋วเครื่องบินและค่าที่พักให้ ค่ากินเขาก็ออกเอง คนบ้าแบบนี้ก็มี คิดดูสิ เขายอมซื้อประสบการณ์ในการได้ไปทำซาวนด์กับวงก๊อกๆ แก๊กๆ อย่างนี้ที่ต่างประเทศ มันก็มีคนใช้เงินแบบนี้เว้ย มันก็มีคนหาความสุขกับอะไรแบบนี้ แม่งโคตรสนุก
ออม : อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมยังเล่นดนตรีอยู่จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะว่าทุกวันนี้ยังมีคนฟังเพลงเราอยู่ ยังมีคนเสียเงินซื้อตั๋วไปดูคอนเสิร์ตเราอยู่ ถึงแม้ว่าบางงานเป็นหย่อมคนสองคน แต่เขาชอบงานเราจริงๆ ปีที่แล้วที่เราไปเล่นที่สระบุรี ซึ่งเราไม่เคยไปเลย เขาก็มาดูประมาณ 20 คน เขาบอกว่าฟังเรามาตั้งแต่เป็นเด็ก แค่นั้นผมก็รู้สึกดีใจ รู้สึกว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว เรารู้สึกว่าถ้าเรายังมีกำลังสามารถไปเล่นได้แล้วยังมีคนไปดูเราอยู่ เราก็อยากเล่นไปเรื่อยๆ ตอนนี้เราไม่ได้สนใจว่ามันจะต้องถึงจุดที่เป็นอาชีพได้ เราคิดว่าที่ผ่านมาเราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำไปหมดแล้วในสเกลของเราเอง แม้ว่าจะไม่ได้เล่นเวทีใหญ่ๆ ซึ่งมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เราฝันอยู่แล้ว อย่างการได้เล่นที่ อิมแพ็ค อารีน่า ก็ไม่เคยอยู่ในหัว ไม่เคยคิดเคยฝัน
ถ้ายังไม่นับการได้เล่นเปิดให้ Green Day ที่ผ่านมามีจุดไหนที่คิดว่ากราฟของวง Pistols99 มันขึ้นแบบชันๆ ไหม หรืออาจจะเป็นเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนของวง
Pistols99 : กราฟมันไม่เคยเป็นขึ้นชันๆ แบบนั้นครับ แต่มันไม่เคยเงียบ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น เราทำเพลง ‘Monday’ ออกมาซิงเกิลแรก ตอนนั้นเพิ่งรวมวงได้เดือนเดียว แล้วมันมีงานของพี่ทวน เดย์ทริปเปอร์ (Day Tripper) เขาเปิดให้ส่งเดโมไป เราก็ส่งไป แล้วเขาก็เลือกวงเราไปเล่น หลังจากเล่นในงานนั้นก็ยาวเลย มีคนติดต่อมาเรื่อยๆ เราก็ปล่อยเพลงมาเรื่อยๆ และมีโอกาสเข้ามาเรื่อยๆ
มันไม่ได้หวือหวาอะไร แต่มันมีทางให้เราไปต่อได้เรื่อยๆ แล้วเราก็ตามมันไปเรื่อยๆ มันไม่มีจุดที่ชันขึ้นมา แต่มันมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราไม่ถอดใจมาคอยกระตุ้นเราเรื่อยๆ อย่างเช่น มีโอกาสได้ไปเล่นต่างประเทศครั้งแรกตอนปี 2015 ที่เคดาห์ มาเลเซีย เขาจัดการค่าใช้จ่ายให้เราทั้งหมด และช่วงโควิด ปี 2020 เราได้ไปเล่นที่พัทยา เป็นงานเล่นเปิดสนามสเกตบอร์ด ไม่ได้ค่าจ้าง แต่มีที่พักและเขาซัพพอร์ตค่าใช้จ่าย เราไปเพราะความอยากเล่น ไม่ได้คาดหวังอะไร แต่กลายเป็นว่าคนดูเยอะที่สุดในชีวิตที่เราเคยเล่นมา ประมาณ 200 คน ซึ่งทุกคนร้องเพลงเราได้หมดเลย พอมีเหตุการณ์นั้นก็คิดว่าเราน่าจะต้องไปต่อ
การได้เป็นวงเปิดในคอนเสิร์ต Green Day Live in Bangkok ได้โอกาสนี้มายังไง
ออม : เริ่มมาจากน้องอิงที่เป็นซาวนด์เอนจิเนียร์ให้เราตอนที่ไปไต้หวัน เขาเป็นโปรดิวเซอร์อยู่ที่ค่าย Wealthy Crowd Records เขารู้ข่าวจากค่ายของเขาว่า Green Day ให้โปรโมเตอร์หาวงเปิด ซึ่งโดยปกติถ้ารู้แค่นั้นพวกเราอาจจะไม่ได้ส่งไป แต่เขามีพ่วงมาด้วยว่าทีมงานต่างชาติเป็นคนเลือก เราก็เลยบอกน้องไปว่างั้นฝากส่งชิงโชคหน่อย โดยส่งคลิปวิดีโอเล่นสดเมื่อปีที่แล้วสองคลิปและเพลงล่าสุดของเรา หลังจากส่งไปเขาก็เงียบไปเลย ซึ่งเราก็ไม่หวังกันแล้ว พวกเราซื้อตั๋วจะไปดูคอนเสิร์ตแล้ว แล้วประมาณวันศุกร์สุดท้ายก่อนจะถึงวันคอนเสิร์ตในวันพุธถัดไป…
ใจ๋ : เขาทักแชทในเพจเฟซบุ๊กของวงมาบอกว่า ส่งอีเมลมาแล้ว รบกวนอ่านแล้วตอบกลับอีเมลหน่อยนะคะ เรื่องงานเล่นเปิด Green Day ซีนนี้เหมือนซีนในหนังเลย ผมตื่นงัวเงียมาเปิดดูแล้วอุทาน ไอ้เหี้ย ! ผมเด้งตัวขึ้นมาจากเตียงแล้วโทรบอกออมว่าไปตอบอีเมลเขาหน่อย เพราะว่าเมลที่ให้ไว้ในเพจวงคือเมลของออม
ออม : จากนั้นก็ได้โทรพูดคุยรายละเอียดกัน ตอนแรกเราก็คิดว่าเราน่าจะได้แล้ว แต่เขาบอกว่าเหลือสองวงสุดท้าย ยังไม่รู้ว่าจะเอาทั้งสองวงหรือเอาวงเดียว เดี๋ยวจะแจ้งอีกที เขาก็ขอไรเดอร์ (ลิสต์ความต้องการขั้นต่ำของศิลปิน) แล้วหายไปสองวัน
ออม : วันจันทร์ตอนบ่ายเขาโทรมาคอนเฟิร์ม คืนนั้นผมก็นั่งรถมาจากบ้านที่ขอนแก่น มาซ้อมกันวันอังคารแล้วก็เล่นวันพุธเลย ก่อนหน้านั้นเราไม่ได้คิดนะ แต่พอมาถึงวันศุกร์ที่เขาติดต่อมาบอกว่าเหลือสองวง ผมคิดว่าเราน่าจะได้ ด้วยทางเพลงของเราสไตล์เดียวกับเขา มันใกล้เคียงกันที่สุดแล้ว มันเหมาะที่สุดแล้วในเชิงดนตรี
ใจ๋ : เป็นเรื่องเหลือเชื่อมากๆ ที่เราได้เล่น

เบื้องหลังคอนเสิร์ตใหญ่ระดับโลก มันต่างจากที่เราได้เห็นในคอนเสิร์ตอื่นๆ ยังไงบ้าง
Pistols99 : ดีครับ เรามีห้องพักของตัวเอง เป็นชีวิตเหมือนที่เราเห็นในหนัง มีห้องพักศิลปิน มีอาหาร ทีมงานเขาก็ดูแลดี พวกโปรดักชันต่างๆ เขาก็จัดหามาเพิ่มให้เรา คือถ้า Green Day ไม่มีวงเปิด เขาก็จะไม่ต้องมีต้นทุนส่วนนี้ เขาไม่ไม่ต้องมีต้นทุนในการเช่าตู้แอมใหม่เช่ากลองใหม่ ซึ่งของที่เขาจัดหามาให้ก็เป็นของที่คุณภาพดีมาก เขาลงทุนกับเรา เราก็ซาบซึ้ง และตอนที่พวกเราซาวด์เช็กเสร็จ คุณนีล ทอมป์สัน (Neil Thompson) ผู้บริหารไลฟ์ เนชัน เทโร เอนเตอร์เทนเมนต์ มาเคาะประตูเปิดเข้ามาทักทาย มาแสดงความยินดี และตอนก่อนขึ้นเล่น เขาก็เดินมาให้กำลังใจ มาถ่ายรูปกับเรา เรารู้สึกว่าเขาให้ความสำคัญกับเรา
แต่ทางผู้จัดเขาไม่ได้โพสต์เกี่ยวกับเรา ไม่ได้แจ้งว่ามีวงเปิด เราก็เลยตัดสินใจโพสต์ของเราเอง เพื่อให้คนรับรู้ว่ามีวงเปิด และเราอยากให้คนที่สนับสนุนเรามาตลอดรู้ว่าเราได้มาเล่นงานนี้นะ เรารู้ว่าคนที่ฟังเพลงเราอยู่ในงานนี้อยู่แล้วแน่ๆ พอเราขึ้นเวทีคนเฮ ตะโกนเรียกชื่อสมาชิกวงด้วย เขาก็ยิ่งเห็นว่าพวกนี้มีคนฟัง มีคนมาเพราะพวกเราด้วย ซึ่งมันก็มีบางคนที่เห็นว่าเราไปเล่นแล้วตัดสินใจซื้อบัตรในวันนั้น คนที่เป็นเพื่อนเป็นคนที่ซัพพอร์ตเรา เขาอยากให้กำลังใจเรา มันเหมือนเป็นวันรับปริญญา สิ่งที่ไม่มีใครเคยคิดมันเกิดขึ้น ทุกคนดีใจกับเรามากๆ หลายคนเข้ามากอดแสดงความยินดี พ่อแม่ออมก็มาจากขอนแก่นด้วย มีคนใส่เสื้อ Pistols99 ไปดูด้วย เขาบอกว่าเขาตั้งใจใส่อยู่แล้ว มันบังเอิญมากๆ วันนั้นจังหวะทุกอย่างมันลงตัว มันเหมือนหนังมาก ลงล็อกไปหมด
ความรู้สึกมันเหมือนฝันเลยมั้ย
ออม : ผมรู้สึกว่ามันเป็นชัยชนะไม่ใช่แค่ของพวกเรา แต่มันเป็นชัยชนะของซีนดนตรีที่เราเติบโตมาด้วย มันมีคนมากมายที่เขาไม่ได้มีโอกาสเล่นมาจนถึงวันนี้ แต่ทุกคนก็มาดีใจกับเรา คนที่ไม่ได้คุยกันมาห้าหกปีก็โทรมาหามาแสดงความยินดีด้วย เขาเห็นว่าในแก๊งที่เคยเล่นด้วยกันได้ขึ้นไปเล่นในระดับนั้น มันเหมือนเป็นตัวแทนหมู่บ้าน
ใจ๋ : มันไม่ใช่แค่การได้เล่นบน อิมแพ็ค อารีน่า แต่นั่นคือเป็น Opening Act ให้ Green Day เลยนะ
ไข่ตุ๋น : ซึ่ง Green Day คือศาสดาของสายนี้
ออม : ใช่ มันไม่มีอะไรสูงกว่านี้แล้ว ในจักรวาลพังก์ร็อก Green Day สูงสุดแล้ว แล้วเราได้ไปเล่นเปิดให้เขา เขาเป็นคนที่อินสไปร์เรา เป็นคนที่เปลี่ยนชีวิตเราเลย
ออม : จากวันที่รู้ว่าได้เล่นจนถึงวันที่เล่นจบ ผมไม่มีเวลามาคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเท่าไหร่ เพราะเรารู้สึกว่าเป็นภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ ต้องเล่นให้ดีที่สุด เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดในชีวิต ช่วงนั้นไม่มีเวลา appreciate (ซาบซึ้งใจ) ในแง่ความยิ่งใหญ่ของมันเท่าไหร่ แต่หลังจากที่เล่นเสร็จ ผมไปยืนดู Green Day ซึ่งเราลืมว่าเราไปในสถานะวงเปิด เรารู้สึกเหมือนเราเป็นคนดูเฉยๆ แต่คิดไปคิดมา เมื่อกี้กูเพิ่งยืนอยู่บนเวทีนี่หว่า นี่มันเรื่องจริงเหรอวะ
ใจ๋ : เรายืนอยู่ที่เดียวกันกับเขา กูนั่งตีกลองอยู่ตรงที่ที่ เจสัน ไวต์ (Jason White) ยืนเล่นกีตาร์เหรอวะเนี่ย
ไข่ตุ๋น : ตื่นเช้ามา… นี่มันเกิดอะไรขึ้นวะ
ใจ๋ : จังหวะที่เราเล่นอยู่ น้องที่มาเก็บฟุตเทจบอกว่า ไมก์ เดิร์นต์ (Mike Dirnt) มือเบส Green Day มายืนดูข้างหลังผม มันจริงเหรอวะ แต่ไม่มีใครเห็นเขาเลยนะ เพราะทุกคนโฟกัสกับการเล่นของตัวเอง และมือกีตาร์แบ็กอัพของเขามาถ่ายพวกเราลงสตอรีในอินสตาแกรมด้วย แต่เราก็ไม่มีใครเห็นเขา มันยิ่งทำให้เรา appreciate กับสิ่งที่เกิดขึ้นมากยิ่งขึ้นไปอีกว่าวงเขามาดูเราเล่นเหรอวะ นี่เราโม้เรื่องนี้ได้อีก 20 ปีสบายๆ
ออม : เราสามารถคุยกับนักดนตรีคนไหนในโลกก็ได้ว่าเราเล่นเปิดให้ Green Day ซึ่ง Green Day คือศิลปินที่เป็นไอคอนของพังก์ร็อกยุคนี้ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราประสบความสำเร็จในแง่การเล่นดนตรี ผมว่าเราพอใจที่สุดแล้ว
ใจ๋ : 14 ปีของวงไม่สูญเปล่า ที่พวกเราเล่นดนตรีมาทั้งชีวิตไม่สูญเปล่า ถ้าพูดแบบติดตลกก็คือ กูตายพรุ่งนี้แล้วก็ได้ ไม่เสียดาย ไม่เสียใจอะไรแล้ว ในชีวิตพวกเรามันไม่มีอะไรสุดกว่านี้อีกแล้ว เทียบง่ายๆ เลยต่อให้เรามีโอกาสได้เล่นในเทศกาลดนตรี ซัมเมอร์ โซนิก (Summer Sonic) ผมก็ไม่คิดว่าจะตื่นเต้นเท่านี้ มันไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่านี้ ผมคิดว่าการเล่นเปิดให้ Green Day เป็นอะไรที่สูงสุดแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไม่รับงาน ไม่ใช่ว่าเราจะไม่เล่นเปิดให้วงอื่นแล้วนะครับ ถ้ามีงานก็ชวนมาเถอะ เราเล่นอยู่แล้ว
ออม : มันเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต มันเป็นเรื่องที่ผมต้องไปเล่าให้คนอื่นฟังตลอดชีวิต อย่างน้อยที่สุด บทสนทนาของนักดนตรีมันมีคนถามแน่นอนว่าอะไรคือเหตุการณ์ที่เป็นที่สุดในชีวิตการเล่นดนตรีของคุณ หรือคุณเคยเล่นเปิดให้ศิลปินคนไหนมาบ้าง
ผมคิดว่าสิ่งนี้มันก็สะท้อนนิยาม ‘ความสำเร็จ’ ด้วยครับ ถ้าเราเป็นนักดนตรี ความสำเร็จ ความฝันของเรามันคืออะไร มันก็คือการที่เราทำเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ใช่ไหม หรือเป็นศิลปินโด่งดังได้ไปทัวร์ใช่ไหม หรือบางคนอยากเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ แต่สำหรับเรา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ทำเป็นอาชีพได้ แต่เราติ๊กในเช็กบ็อกซ์ของเราไปหมดทุกช่องแล้ว เราได้เล่นที่ต่างประเทศ ได้เล่นต่างจังหวัดครบทุกภาคแล้ว มันครบหมดแล้วครับ
แล้วเราดูก่อนหน้าเราและเจนเนอเรชั่นเดียวกันกับเรา ในประวัติศาสตร์แนวดนตรีของเรา ไม่มีวงพังก์ร็อกในประเทศไทยเคยมาถึงจุดนี้มาก่อน มันเหมือนบินไปเหยียบดวงจันทร์แล้วปักธงคนแรก เราก็เลยรู้สึกว่าโอเคแล้วครับ และสำหรับโดยส่วนตัว มันเป็นหนึ่งวันที่ดีที่สุดในชีวิตผมเลย ผมพูดได้เต็มปากเลยว่าความฝันเราสำเร็จแล้ว

คนดูก็ตอบรับดีมากนะ เห็นกระแสในสังคมออนไลน์หลังจากคอนเสิร์ตจบ
ใจ๋ : มันเป็นสิ่งที่เราไม่คาดคิดเลยเหมือนกันนะ
ออม : เรื่องนี้เราเพิ่งมาสังเกตว่าคนที่ไปดู Green Day ไม่ใช่แค่คนดนตรีจ๋าๆ แต่จำนวนมากเป็นคนทั่วไปแมสๆ เลย เช่น พ่อแม่พาลูกวัยรุ่นมาดูด้วย แล้วเขาได้มาเจอเรา มันเหมือนเราได้พรีเซนต์แนวดนตรีของเราให้คนทั่วไปรู้ว่ามันมีสิ่งนี้ในประเทศไทย อย่างช่วงที่รอ Green Day ขึ้นเวทีก็มีทีมงานฝ่ายโปรดักชันถามผมว่าปกติเล่นที่ไหนกัน ผมก็เล่าว่าปกติเราไม่ได้เล่นตามร้านกลางคืน เราเป็นศิลปินเล่นตามงานอันเดอร์กราวด์ เขาก็ทำหน้างงๆ เขานึกภาพไม่ออก เขาคิดว่าวงดนตรีต้องเล่นตามร้านเหล้า หรือไม่ก็เป็นศิลปินจริงจังแบบศิลปินค่าย ในเพจเฟซบุ๊กก็มีคนทักมาถามว่าเราเล่นประจำที่ไหน และมีสื่อที่ไปทำข่าวคอนเสิร์ตวันนั้นถามเราด้วยว่าเราเล่นประจำที่ร้านไหน
มีคนจำนวนมากเลยที่ไม่รู้ว่ามีซีนดนตรีอันเดอร์กราวนด์ในประเทศไทย ซึ่งเราไปแสดงให้เขาเห็นว่ามันมีนะ ก็เป็นเหตุการณ์ที่เราได้เปิดประสบการณ์ให้กับหลายๆ คนไปพร้อมกับการเปิดประสบการณ์ของวงเราเองด้วย และผู้ใหญ่คนที่เป็น decision maker (ผู้มีอำนาจตัดสินใจ) ในวงการนี้ก็ได้เห็นว่ามันมีแบบนี้อยู่และคุณภาพก็ได้ด้วย
เวลาที่เขาจะเลือกศิลปิน มันเป็นนโยบายจากวงหรือเปล่าที่ว่าจะเลือกศิลปินโลคอล หรือจะเอาศิลปินอินเตอร์มากับเขา
ออม : ผมคิดเองนะ เพราะว่าผมเคยทำงานคอนเสิร์ต สังเกตว่าป้ายต่างๆ ที่ติดในอาคาร มันเป็นป้ายที่ทีมงานวงนำมาเอง ซึ่งมันมีป้าย Opening Act แปลว่าวงรีเควสต์ว่าต้องมีวงเปิด แต่ว่าคนที่ตัดสินใจว่าจะเป็นวงไหน ผมไม่รู้ เท่าที่ได้คุย มีคนบอกว่าคนที่ตัดสินใจขั้นสุดท้ายคือวง แต่ผมไม่มั่นใจนะ เพราะว่าเราไม่มีโอกาสได้เจอวงเลย เราไม่รู้ว่าเขาได้ฟังเพลงเรา ได้เลือกเราหรือเปล่า
(เงียบชั่วครู่)
นั่นแหละครับ ชีวิตมันต้องเดินตามความฝัน เหมือนที่พี่ตูน (บอดี้สแลม) พูด พี่ตูนเขาพูดถูกครับ ความฝันมันมีจริงและมันสามารถไปถึงได้จริงๆ ชีวิตมันต้องเดินตามความฝันจริงๆ หกล้มคุกคลานเท่าไหร่ก็ต้องเดิน เรานั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้
ผมชอบคำสัมภาษณ์อันนึงมากเลย เป็นสัมภาษณ์คุณสุกี้ เบเกอรี่ มิวสิค (Bakery Music) เขาพูดว่า เขาเป็นหนึ่งในคนที่ความฝันเป็นจริง เขาก็เลยไม่สามารถจะบอกว่าความฝันของคนอื่นเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้ผมก็รู้สึกว่าผมเป็นแบบนั้นแล้ว เวลาใครมีฝันอะไรก็ตาม ผมจะซัพพอร์ต ผมจะไม่บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก ผมจะบอกให้ทุกคนลองดู ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ถึงปลายทางสุดยอด แต่มันก็ได้อะไรแน่ๆ
ความฝันมันมีจริง ก็อยากให้ทุกคนลองทำตามความฝัน อย่ายอมแพ้ อยากให้ดูวงเรา เราก็มีช่วงที่ท้อ มีช่วงที่เราตั้งคำถามว่าสิ่งที่เราทำมามันสูญเปล่าหรือเปล่า เราทำไปทำไมวะ แต่พอสิ่งนี้เกิดขึ้น มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมามันคุ้มค่า ผมเป็นคนธรรมดาไม่ต่างจากทุกคนทั่วๆ ไป บ้านไม่ได้รวย ใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วๆ ไปเลย เรียนในโรงเรียนและมหา’ลัยรัฐ เรียนจบมาก็ทำงาน แต่สิ่งที่เราทำมันก็พาเรามาถึงตรงนี้ได้ เราไม่ได้รู้สึกว่าเรามีพรสวรรค์ด้วย คนอื่นที่เก่งกว่าเรามีตั้งเยอะ เราอยากให้คนเห็นว่าการที่วงเล็กๆ อย่างเราไปถึงจุดนั้นได้ แสดงว่าคุณก็ไปได้เหมือนกัน
ใจ๋ : อยากจะเสริมอีกนิดนึงว่า ถ้ามีโอกาสมาก็ต้องกล้าที่จะคว้าด้วยนะ ถ้าจังหวะนั้นโอกาสมาถึงแล้วจะปล่อยมันไปไม่ได้ ผมพูดเลยว่าถ้าวันนั้นใครในวงไม่ว่าง ผมก็จะไปเล่นอยู่ดี ผมจะหาคนมาเล่นแทนให้ได้ ต่อให้ไม่ใช่วงกูก็เถอะ กูจะไปเล่น มันต้องพร้อมที่จะคว้าด้วยเหมือนกัน
ออม : การได้เล่นเปิดให้ Green Day ต่อหน้าคนหมื่นกว่าคน ถึงแม้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจมาดูเราก็เถอะ แต่เราก็ดีใจกับสิ่งเล็กๆ อย่างการที่เขาเข้าฮอลมาแล้วไม่เดินออกไป การที่เขาดูเราจนจบ มันโอเคมากๆ แล้วสำหรับเรา ผมเชื่อว่าคนที่ได้ดูเราคืนนั้นจะจำวงเราไปตลอด เพราะมันคือความทรงจำของเขากับ Green Day ซึ่งในความทรงจำนั้นมันมีพวกเราพ่วงไปด้วย และอีกเรื่องหนึ่งที่ผมมั่นใจก็คือ ไม่ว่าเราจะเล่นที่เล็กหรือที่ใหญ่ก็ไม่ต่างกัน เพราะความพยายามความทุ่มเทของเราเท่ากัน เราใส่สุดใส่เต็มทุกงาน
ใจ๋ : แฟ็กต์ตลกๆ ก็คือ งานสุดท้ายก่อนที่เราจะได้เล่นเปิดให้ Green Day เราไปไต้หวันในเดือนธันวา 2024 เล่นสามโชว์ มีเทศกาลดนตรีชื่อ ‘Punk Strike Festival’ ชวนเราไปเล่น เราก็เลยหาที่เล่นเพิ่มเป็นคอนเสิร์ตของเราเองอีกสองเมือง งานสุดท้ายที่ไทเปก่อนบินกลับมีคนซื้อบัตรมาดูเราแค่หกคน

จากคนดูหกคน สู่การได้เล่นเปิดให้ Green Day เหตุการณ์นี้คงเป็นกำลังใจให้เรามากเป็นพิเศษใช่มั้ย
Pistols99 : เหตุการณ์นี้เป็นกำลังใจให้เราอยากทำเพลงใหม่แล้ว ซึ่งจริงๆ เราก็ตั้งใจจะทำเพลงอีกสักอัลบั้มอยู่แล้ว พอมีเหตุการณ์นี้มันก็เพิ่มไฟ
ออม : จริงๆ ปีนี้ผมตั้งใจจะพักเรื่องดนตรีไปหางานทำ เพื่อเคลียร์หนี้ มีหนี้เยอะจากการจัดคอนเสิร์ตขาดทุน ตั้งใจจะไปอยู่เกาะ ทำงานโรงแรม แต่พอมีเรื่องนี้ก็ขอรอดูอีกนิด ตอนแรกตั้งใจจะไม่จัดคอนเสิร์ตแล้ว แต่ตอนนี้ก็เปลี่ยนใจ อาจจะหาวงในเอเชียที่ใช้งบน้อยๆ มาเล่นก่อน มันก็เป็นกำลังใจให้เราก้าวต่อไปครับ
ใจ๋ : เหมือนกินหมูกระทะ ไฟกำลังจะมอด Green Day เรียกพนักงานมาเติมถ่านให้เราฟรีๆ
ออม : สำหรับคนที่มีความฝันมีแพสชันด้านไหน ก็อยากให้ลงมือทำครับ สำคัญที่สุดคือลงมือทำ ไม่ต้องเพอร์เฟ็กต์ก็ได้ ค่อยๆ ไปตามทางก็ได้ แต่ถ้าไม่เริ่มเลยมันก็จะไม่ได้ไป
เรื่อง : Of Music And Me

