หมายเหตุ: เรียบเรียงใหม่จากการสัมภาษณ์ในโปรเจ็กต์การศึกษาเมื่อปี 2554
เมื่อโลกหมุนเร็วขึ้น นิตยสารซึ่งเคยเป็นสื่อที่มีบทบาทและทรงอิทธิพลในยุคสมัยหนึ่งก็กลายเป็นสื่อที่ไม่ตอบโจทย์คนอ่านเหมือนอย่างที่เคย หลายปีหลังๆ มานี้นิตยสารทยอยปิดตัวลงเล่มแล้วเล่มเล่า แต่ท่ามกลางกระแสที่เพื่อนร่วมวงการล้มหายตายจากไป ‘สีสัน’ นิตยสารแนววิจารณ์บันเทิงชื่อดังกำลังจะมีอายุครบ 33 ปีเต็มในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
อายุ 33 ปีของนิตยสารเล่มหนึ่ง ถือว่าเป็นระดับอาวุโสของวงการ สำหรับ ‘สีสัน’ นอกจากจะเป็นผู้อาวุโสแล้วยังเป็นนิตยสารที่เคยมีบทบาทต่อวงการนิตยสาร ได้รับการกล่าวถึงเรื่อยมาในฐานะนิตยสารคุณภาพเล่มหนึ่ง เป็นแรงบันดาลใจของคนทำนิตยสารหลายคน และเป็นที่แจ้งเกิดของนักวิจารณ์ชื่อดังหลายๆ คน
ส่วน ทิวา สาระจูฑะ ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการที่คนในวงการเรียกว่า “น้า” นั้นก็ได้รับการยกย่องในฐานะคนทำนิตยสารตัวจริง เป็นที่เคารพนับถือและเป็นไอดอลของคนทำนิตยสารหลายคน และเคยได้รับรางวัล “รางวัลบรรณาธิการดีเด่น คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง” ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับคนนิตยสาร
ในเวลาเดียวกัน รางวัลดนตรี ‘สีสัน อะวอร์ดส์’ ที่นิตยสารสีสันก่อตั้งขึ้นมาก็เป็นรางวัลทางดนตรีที่เก่าแก่ ขลัง และได้รับการยอมรับมากที่สุดของประเทศไทย
อะไรที่ทำให้หนังสือเล่มบางๆ เล่มนี้อยู่มาได้ยาวนานและสง่างามขนาดนี้ เราจะไปหาคำตอบจากการสนทนากับน้าทิวา
น้าเข้าสู่วงการนิตยสารได้ยังไง
30 กว่าปีแล้ว (ณ ปี 2563 นับเป็นเวลาราว 40 ปี) ตอนนั้นยังเรียนหนังสืออยู่ อยากหาตังค์เที่ยว พอดีมีพี่เขารู้จักกับบริษัทโฆษณา ซึ่งบริษัทโฆษณานั้นเป็นเจ้าของรายการทีวี Supersonic แล้วเขาทำหนังสือออกมาคู่กัน เราก็ไปขอเขาทำ ตอนแรกยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ทำตั้งแต่ตรวจพรูฟ แบกกระดาษพรูฟ ต่อมาก็เริ่มเขียน
เป็นคนชอบอ่านอยู่แล้วหรือเปล่า
อ่านตลอดอยู่แล้ว เพราะว่าที่บ้านต่างจังหวัดเป็นร้านขายหนังสือ เราก็นอนอยู่ในกองหนังสือ อ่านหนังสือทุกแบบ แต่ไม่ได้คิดว่าจะมาทำงานหนังสือ แล้วก็อีกอย่างก็คือ ดนตรีกับฟุตบอล พอเข้ามาแล้วมันก็เหมือนเข้าไปสิงสู่อยู่ในตัว ก็เลยทำมาตลอด
ความคิดที่อยากทำ ‘สีสัน’ มันมายังไง อยากให้ ‘สีสัน’ ทำหน้าที่อะไรในสังคม
มีเรื่องในที่ทำงานเก่าก็ออกมา คือไอเดียอยากทำ ‘สีสัน’ มีมานานแล้ว เวลาเปิดแมกกาซีนอ่านมันจะมีคอลัมน์รีวิว แนะนำหนัง แนะนำเพลง แนะนำหนังสือ แต่มันเป็นแค่เล็กๆ หนึ่งหน้า เราก็คิดว่าเราอยากจะทำทั้งหมดเลย เอาเรื่องวิจารณ์มาเป็นส่วนใหญ่ของหนังสือ ก็มีส่วนสร้างวัฒนธรรมการวิจารณ์ขึ้นมา เพราะว่าหลังจาก ‘สีสัน’ ออก เริ่มมีการโคว้ทคำพูดของนักวิจารณ์ไปประกอบโฆษณาว่านักวิจารณ์พูดอะไรบ้าง เมื่อก่อนมันไม่มีไง
ชื่อ ‘สีสัน’ มาจากไหน
มาจากแนวทางหนังสือ คือเรื่องศิลปะและบันเทิง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องพื้นๆ ที่จำเป็นของชีวิต มันเป็นเรื่องที่เหนือปกตินิดนึง เหมือนคนในวงการบันเทิงมันก็จะไม่เหมือนคนทั่วๆ ไป คนศิลปะก็ไม่เหมือนคนทั่วไป ไม่ใช่อยู่ดีๆ ใครจะลุกไปทำก็ได้ เราก็เลย… เอ๊ะ น่าจะเรียกว่าสีสัน ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Season ซึ่งไม่ได้หมายความว่าฤดูกาล แต่หมายความว่าการปรุงรสชาติ อย่างเวลาทำอาหารเขาเรียก seasoning
ตอนเริ่มต้นมีทีมงานกี่คน
ตอนแรกเลยมีเราคนเดียว แล้วก็มีพรรคพวกมาช่วยคนสองคน ซึ่งตอนนั้นแรก ๆ ยังไม่มีใครได้รับเงินเดือน รู้จักกันก็มาช่วย ตอนหลังก็มีทีม แต่ก็ไม่เอาคนเยอะ 3-4 คน ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ เคยมีช่วงหนึ่งอาจจะถึง 10 คน แต่พอออกไปก็ไม่ได้รับใครเพิ่ม เพราะส่วนใหญ่ทุกคนทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว สัมภาษณ์ได้ ทำอาร์ตได้
เริ่มด้วยทุนเท่าไหร่
ของเรา 3 หมื่น และขอพี่มาร่วมด้วยอีก 3 หมื่น เป็น 6 หมื่น พอผ่านมา 4-5 เล่ม ก็ลงมาอีกคนละ 6 หมื่น เพราะการทำหนังสือกว่าจะได้เงินคืนต้องอีก 3 เดือน ต้องเอาเงินมาหมุน ตอนนั้นคนอื่นเขาทำกันก็ลงทุนหลายล้าน แต่ว่าเราก็แค่นี้แหละ

ทำไมเล่มแรกถึงเลือกแหม่ม-จินตหรา สุขพัฒน์ ขึ้นปก
ตอนนั้นคนไม่ค่อยรู้ว่า แหม่ม จินตหรา ไปเล่นหนังเรื่อง Good Morning Vietnam เพราะว่ายังไม่มีข่าว แต่เรารู้ข่าวจากวงในลึกๆ ว่าเป็นดาราไทยที่ได้เล่นหนัง Hollywood และได้บทค่อนข้างสำคัญ อีกอย่างตอนนั้นจินตหราเป็นนักแสดงฝ่ายหญิงอันดับหนึ่ง ก็เลยเอาลงเล่มแรก ให้คนรู้จักเลยว่าคนที่ลงปกเป็นใคร ไม่ต้องอธิบายมาก
ตอนนั้นได้คิดเผื่อไว้ไหมว่าถ้าเจ๊งจะทำยังไง หรือมั่นใจว่าต้องรอดแน่ๆ
ไม่ได้เผื่อเลย มีคนบอกว่าน่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 3 ฉบับ เราก็ไม่รู้ ก็ทำไปเรื่อยๆ คิดว่าโดยประสบการณ์ที่ผ่านมามันต้องรู้จักยืดหยุ่น ปกติหนังสือใหม่สายส่งเขาไม่ค่อยอยากจะส่งให้ แต่เรารู้จักกับสายส่งเพ็ญบุญ เป็นสายส่งใหญ่ ก็คุยได้เปอร์เซ็นต์พิเศษกว่าคนอื่น ส่วนโรงพิมพ์ ด้วยความที่อยู่มานาน รู้จักหลายโรงพิมพ์ ก็พอมีเครดิต ปกติหนังสือใหม่ตีพิมพ์แล้วต้องจ่ายสด เราก็ไม่ต้อง ราคาก็ได้ถูกหน่อย แล้วอีกอย่างหนึ่งอาจเป็นเพราะเราเป็นคนไม่มีหนี้ แล้วเขารู้ว่าจ่ายตรงแน่ ไม่เบี้ยว ได้คนช่วยค่อนข้างเยอะเลยแหละตอนแรก
แล้วรางวัล ‘สีสัน อะวอร์ดส์’ เกิดขึ้นได้อย่างไร
หลังจากทำหนังสือมาประมาณปีนึง นักวิจารณ์ในเล่มก็มาคุยกันว่าเราน่าจะทำรางวัลเล็กๆ ของเรา ตอนแรกคิดแค่นั้น เอาเพลงทั้งปีมานั่งฟังแล้วก็ตัดสิน แล้วทำโล่ เชิญเขามารับรางวัลที่ออฟฟิศ มันคือการกระตุ้นให้มีการแข่งขันสร้างงานที่ดี ซึ่งสุดท้ายเป้าหมายคือคนฟังได้ฟังของดี แต่พอทำๆ ไปมันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คนยอมรับมากขึ้น ก็ขยายมาจนทุกวันนี้
รู้สึกยังไงที่รางวัลมันมีชื่อเสียงกว่าหนังสือ
มันเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าคนบ้านเราอ่านหนังสือน้อย ศิลปินบางคนที่รับรางวัลยังไม่รู้เลยว่ารางวัลมาจากหนังสือเล่มนี้ แต่ว่าตัวรางวัลกลับเป็นที่รู้จักในวงการดนตรีว่าอยากได้รางวัลนี้ มันเกือบจะแยกกันเป็นเอกเทศแล้วตอนนี้ เหมือน ‘สีสัน’ เป็นแค่ผู้จัดเฉยๆ
มีหลักการบริหาร ‘สีสัน’ อย่างไรให้อยู่มานานขนาดนี้
ก็พยายามยืดหยุ่น สมมุติว่าปกเล่มนี้เราชัวร์ว่าขาย มีพอยต์ที่จะขาย เราก็อาจจะเพิ่มยอดพิมพ์ ถ้าเล่มนี้ดูแล้วว่าเรื่องดี แต่ไม่มีคนที่มีศักยภาพมาขึ้นปก เราก็ไปเน้นโฆษณา ได้โฆษณาเยอะเราก็ลดยอดพิมพ์ลงได้ เพื่อให้ได้ส่วนต่างของเงินโฆษณาที่เข้ามา แล้วก็พยายามอยู่กันแบบเล็กๆ อย่างนี้ ไม่ต้องลงทุนมาก ถ้าเราทำสี่สีทั้งเล่มป่านนี้เราจบไปนานแล้ว
สถานการณ์ทางการเงินเป็นยังไงบ้าง แฟนๆ เป็นห่วง
โอเค ก็ไปเรื่อยๆ
ถ้ามีคนให้เงินมาปรับรูปลักษณ์ใหม่จะเอาไหม
มีคนพยายามหลายคน มีคนขอซื้อหัวก็มี แต่ไม่รู้จะขายไปทำไม ก็มีพรรคพวกหลายคนขอเปลี่ยน จะมาปรับอาร์ตเวิร์กให้ หาคนมาจ่ายเงินให้ด้วย แต่เราก็บอกว่าอยู่เฉยๆ ก่อน เพราะว่าเอามาแล้วเกิดไปไม่รอดจะเสียเพื่อนเปล่าๆ ทั้งที่หลายคนไม่มีเงื่อนไข แต่นิสัยเรามันก็อย่างนี้ ดื้อไป ไม่อยากให้คนอื่นเจ็บตัวไปด้วย เรื่องอาร์ตเวิร์กจริงๆ ตอนทำแรกๆ เราก็เป็นแบบอย่างของหนังสือสมัยนี้เยอะเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเรายังเป็นขาวดำ เราก็อยากทำเป็นสี่สีทั้งเล่ม แต่ทำแล้วต้นทุนสูง อีกอย่างคนอ่านหนังสือจริงๆ ก็ไม่ได้สนใจเรื่องสี หนังสือที่สีเยอะๆ มันก็ไม่มีเรื่องให้อ่าน
ที่ผ่านมา ‘สีสัน’ ปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้าง
เปลี่ยนมาเรื่อยๆ ปรับโน่นปรับนี่ แต่มันจะเป็นทีละอย่าง คอลัมน์นี้เราเปลี่ยน อีกสักปีลักษณะหัวคอลัมน์การจัดหน้าก็เปลี่ยน แต่คนจะไม่รู้สึก เพราะเราไม่ได้เปลี่ยนแบบพลิกเลย อย่างพวกคอลัมน์ประจำของนักเขียนนอกที่หายไป บางคนเขามีภาระก็หยุดไป เราก็ไม่ได้ว่าอะไร ที่นี่มันสบายๆ เขียนมาดูแล้วได้ก็เอา เราจะเลือกคนที่เราติดต่อง่าย ไว้ใจ เขียนมาแล้วเราไม่ต้องทำงานเยอะ ถ้าเป็นสมัยก่อนทำหนังสืออื่นๆ ส่งมารีไรต์กันอ่วม แต่ที่นี่ไม่ต้องทำเยอะ เขาทำมาก็ใช้ได้ อาจจะมีแค่ขอความสั้นความยาว เขาจะรู้เองว่าเขาจะทำยังไง

น้าเคยเบื่อ ‘สีสัน’ แล้วอยากทำหนังสือเล่มอื่นไหม
ไม่ ทำเล่มอื่นน้าก็ทำได้ แต่ไม่เลิกทำ ‘สีสัน’ ก็ยังปกติ ยังสนุกอยู่
ถ้าถึงวันที่อายุมากจนไม่มีกำลังจะทำแล้ว จะให้คนอื่นทำต่อไหม หรือปิดเลย
ถ้ามีใครทำต่อก็ให้เขาทำไป ถ้าไม่มีก็เลิก ทุกวันนี้ก็คิดว่าถ้าขาดทุนก็จะเลิก
ไม่ห่วงว่าถ้าไม่ได้ดูแลเองมันจะเปลี่ยนไป หรือคุณภาพจะลดลง ?
ไม่ๆ มันต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว เพราะว่าคนแต่ละรุ่นก็ไม่เหมือนกัน อย่างเนื้อหาสัมภาษณ์ที่ลงในเล่ม ทีมเขาก็คิด เขาเจอคนรุ่นใหม่ๆ มากกว่าเรา ดีซะอีกจะได้ความเฟรช ถ้าไปดูย้อนหลังเราก็เปลี่ยนมาเรื่อย
หลายคนในวงการนิตยสารมี ‘สีสัน’ เป็นแรงบันดาลใจ นักวิจารณ์หลายคนก็เคยแจ้งเกิดจากตรงนี้ น้ารู้สึกยังไงที่หนังสือของน้าสร้างคนทำนิตยสารรุ่นใหม่ขึ้นมา
ไม่… โอเค คนที่เคยทำงานกับเราตอนนี้เป็นใหญ่ๆ คนที่ผ่านตรงนี้ก็เป็นบรรณาธิการเป็นอะไรเยอะแยะ แต่เราไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นนักปั้นหรืออะไรเลย ‘สีสัน’ มันเป็นแค่ที่พัก ใครอยากมานั่งคุยนั่งปรึกษาก็เอา ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น บางทีคนก็คิดเยอะเกิน
‘สีสัน’ ทำหน้าที่ของมันได้ดีพอเท่าที่ตั้งใจไว้ตอนแรกหรือยัง
เมื่อก่อนน่ะโอเค เพราะมันไม่มีใครทำหนังสือแบบนี้มาก่อน เราคิดว่าได้เปิดอะไรที่แตกต่างออกมา แต่ว่าช่วงนี้ (ณ ปี 2554) หนังสือมันมีเยอะมาก เซ็กเมนต์มันแยกย่อยมาก การแข่งขันในตลาดมันมาก ทำให้คนมองเห็นเราน้อยไปหน่อย เพราะว่าถ้าเราพิมพ์เยอะกระจายไปทั่วเราก็จะเสียหายเยอะ ก็พยายามจะเป็นแบบนีชมาร์เก็ต ให้กลุ่มเล็กๆ แล้วให้อยู่ได้ ก็ยังทำหน้าที่แบบเดิมอยู่ แต่ว่าการเห็นของผู้คนอาจจะกระจัดกระจายไป
น้าคิดว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้นิตยสารเล่มหนึ่งอยู่ได้หรืออยู่ไม่ได้ จะเห็นว่ามีนิตยสารเกิดขึ้นเยอะ และอยู่ไม่ได้ก็เยอะ
บางทีหนังสือที่เกิดใหม่เขาไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำหนังสือตั้งแต่แรก มันมีเป้าหมายในเชิงธุรกิจก่อน ไม่ได้ทำจากความตั้งต้นว่าเราอยากทำหนังสืออย่างนี้ เราก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ หนังสือมันเป็นธุรกิจมันต้องอยู่รอด แต่ว่าถ้าเริ่มต้นอย่างนั้นมันก็พร้อมจะเลิก เพราะฉะนั้นมันก็เกิดๆ ดับๆ ไป บางทีก็ออกหนังสือเพื่อเป็นหน้าเป็นตาเจ้าของ มีทุกอย่างแล้วยกเว้นชื่อเสียงก็ทำหนังสือ บางทีก็เป็นที่ฟอกเงิน มันหลายอย่าง
ถ้าคนรุ่นใหม่จะเข้ามาในวงการนิตยสารแล้วอยากอยู่ได้นานๆ ควรทำยังไง
เดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องยากที่จะเข้ามา ถ้าจะเริ่มทำโดยไม่มีเงินมันเป็นไปไม่ได้ สังเกตคนทำรุ่นใหม่ๆ ก็เป็นลูกคนมีตังค์หรือเป็นลูกเจ้าของหนังสือเก่าสืบทอดกันมา แต่ถ้าทั่วไปอยากทำก็แค่สมัครเป็นลูกจ้างเขา ถ้าสร้างใหม่เองก็เหนื่อย หนังสือทุกวันนี้ลูกคนรวยทั้งนั้น คนที่จะเข้ามาเป็นนักเขียน เป็นคนทำนิตยสาร ก็ขึ้นอยู่กับตัวเองว่าอดทนแค่ไหน ถ้าเข้ามาคิดว่ารักวงการนิตยสารจริงๆ ล่ะก็ นอกจากจะมีความรักที่เข้ามาก็ยังต้องพัฒนาตัวเอง พยายามหาความรู้เกี่ยวกับวงการตัวเองให้มากที่สุด แล้วก็อดทน เพราะว่าการทำงานในวงการนิตยสารผลตอบแทนมันไม่เยอะ
การจะเรียกใครสักคนว่าเป็น “มืออาชีพ” ในวงการนิตยสารเขาวัดกันด้วยอะไร
บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่มันเป็นเรื่องที่รู้สึกได้ มืออาชีพอย่างน้อยที่สุดมันต้องตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด โดยไม่คิดว่าผลตอบแทนจะมากหรือน้อย สมมติว่าเราเป็นนักดนตรีอาชีพ เราเล่นบันทึกเสียงขายในราคา 4 หมื่น แต่เรามาอัดอัลบั้มอีกชุดหนึ่งเป็นการกุศล เราต้องเล่นเท่ากัน มืออาชีพต้องทำเท่ากัน เหมือนเราทำหนังสือใหญ่มาก่อน แล้วเรามาทำ ‘สีสัน’ เราก็ต้องทำเท่ากัน ตั้งใจทำให้ดีที่สุด แล้วก็หาความรู้เท่ากัน ทำการบ้านเท่ากัน มืออาชีพต้องไม่ปล่อยงานที่แบบ… “เอาไปก่อน” เช่น “เอาไปก่อน เดี๋ยวเดือนหน้าค่อยว่ากันใหม่”
ถ้าทำหนังสือขายดีมาก แต่เนื้อหาไม่ได้ให้อะไรเลย เรียก “มืออาชีพ” ไหม
อันนั้นเขาทำเป็นอาชีพ ซึ่งถ้าสองอย่างมันรวมกันได้ก็ดี แต่บางทีมันเป็นการทำเพื่อขายอย่างเดียว ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้อะไร แม้กระทั่งพัฒนาความคิดคนทำเองก็ไม่มี
จุดที่อยู่ตอนนี้ น้ารักมันแค่ไหน
รัก มันเป็นชีวิต แต่จริงๆ ก็ยังไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ อยากให้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่มันก็มีข้อจำกัดทางด้านทุน ด้านอะไร ด้านสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงของสังคม แต่จริงๆ ถ้าคนทำงานเป็นมืออาชีพมันอยากทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว
รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่องและภาพ

