มีกระแสฮือฮาในสื่อไทยเมื่อวานนี้ว่า มนต์แคน แก่นคูณ ครองแชมป์ยอดวิวบน YouTube ในประเทศไทย และหลายๆ สื่อบอกว่า นี่คือปรากฏการณ์ที่ศิลปินลูกทุ่งอีสานชนะศิลปินเกาหลีระดับอินเตอร์อย่าง Blackpink ที่ยอดวิวสูงเป็นอันดับ 2
เรื่องนี้อยากแสดงความเห็นสวนกระแสหน่อยว่า การเอาตัวเลขในแพลตฟอร์ม YouTube ที่มนต์แคน แก่นคูณ ทำได้มากกว่า Blackpink มาเน้นเป็นประเด็นสำคัญว่านี่คือการที่ศิลปินอีสานชนะศิลปินระดับโลก เป็นการสรุปที่ไม่เข้าท่าเท่าไหร่ แม้มีตัวเลขให้อ้างได้จริงก็ตาม
เพราะอะไรจึงคิดแย้งแบบนี้ ?
มีเหตุผลที่ต้องอธิบายเยอะมาก และไม่รู้จะอธิบายได้ดีพอไหม จะแยกเป็นข้อๆ เพื่อให้เขียนและอ่านง่ายขึ้น
1. ก่อนอื่นเลย เราต้องทำความเข้าใจว่า YouTube เป็นแพลตฟอร์มที่นำเสนอในรูปแบบวิดีโอ ซึ่งไม่ใช่คนทุกคนจะชอบฟังเพลงใน YouTube อย่างตัวผู้เขียนเองไม่ฟังเพลงใน YouTube เลยหลายปีแล้ว เพราะมันมีช่องทางอื่นที่เราฟังเพลงได้ดีกว่าการเปิดวิดีโอใน YouTube เพราะฉะนั้นจะเปิด YouTube ก็ต่อเมื่ออยากดูมิวสิควิดีโอที่ออกใหม่เท่านั้น และไม่ดูซ้ำบ่อยๆ ด้วย
2. ดังนั้น ที่อยากให้เข้าใจต่อเนื่องจากข้อแรกก็คือ YouTube ไม่ใช่ทั้งหมดของจักรวาลการฟังเพลงค่ะ ในเมืองไทยมีคนฟังเพลงอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ฟังเพลงใน YouTube
3. แล้วคนที่ไม่ฟังเพลงใน YouTube เขาฟังจากไหน ? ก็มีหลากหลายทาง บางคนยังฟังจากซีดี บางคนฟังจากแผ่นเสียง แต่ที่นิยมกันมากที่สุดในยุคนี้ก็คือบริการสตรีมมิ่ง ซึ่งหลักๆ ในไทยก็ Spotify, Apple Music และ Joox
4. ทีนี้มันต้องแยกกลุ่มคนที่ใช้บริการแต่ละแพลตฟอร์ม อาจจะเป็นการไม่ PC แต่ก็ขออภัยที่ต้องแบ่งกลุ่มตามความเป็นจริงว่า คนอีสานที่มีไลฟ์สไตล์ชาวอีสานบ้านๆ เป็นกลุ่มคนที่ฟังเพลงใน YouTube เป็นหลัก ขณะที่คนในเมือง คนรุ่นใหม่ รวมถึงคนอีสานที่มีไลฟ์สไตล์แบบคนเมืองรุ่นใหม่จะไปอยู่ฝั่งสตรีมมิ่งเป็นหลัก
5. ถ้ามีใครสรุปว่า ผู้ใช้บริการกลุ่มใหญ่ของ YouTube เป็นชาวอีสาน ก็ไม่น่าจะถูก เพราะคนจากภาคเดียว แม้จะเป็นภาคที่ใหญ่ที่สุดก็ไม่น่าจะเป็นกลุ่มใหญ่มากกว่าทุกภาคที่เหลือรวมกัน แต่ถ้าใช้คำว่า คนอีสานเป็นกลุ่มที่กดดูซ้ำๆ บ่อยๆ อันนี้น่าจะถูก
6. จากข้อ 4 ที่ว่าคนอีสานที่มีไลฟ์สไตล์แบบบ้านๆ คือคนที่นิยมดู YouTube ก็ต้องอธิบายอีกว่า เรื่องไลฟ์สไตล์แบบเมืองกับแบบบ้านนอกไม่ได้เชื่อมโยงแปรผันตรงกับสถานที่อยู่อาศัย รายได้ และการศึกษานะ แต่มันเชื่อมโยงกับประสบการณ์ การรับรู้ ความเคยชิน และค่านิยมในครอบครัว-สังคมมากกว่า
เราต้องมองไปลึกจนถึงแบ็กกราวนด์ของคนอีสานและภาคอีสานที่เคยเป็นภูมิภาคที่ยากจน (ทุกวันนี้ก็ยังจนอยู่) คนอีสานทำงานหนักมากกว่าจะมีรายได้ที่พออยู่พอกินกันทั้งครอบครัว ฉะนั้นคนอีสานก็เลยไม่ค่อยใช้เงินไปกับสิ่งบันเทิง แม้จะชอบความบันเทิงแต่เขามองว่า ‘ความบันเทิง’ เป็นสิ่งหรูหรา ไม่ใช่สิ่งจำเป็นจะต้องจ่ายเงินแลก ถ้ามีให้ดูฟรีก็จะดู แต่ถ้าต้องจ่ายนี่จะคิดมากขึ้น สมัยก่อนเคยดูหนังขายยา เคยดูหมอลำงานวัด ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ งานไหนที่ต้องซื้อตั๋ว มันก็จะกรองคนออกไปจำนวนกว่าครึ่ง
7. ฉะนั้น ช่องทางการฟังเพลงที่จะต้องจ่ายเงินจึงไม่เป็นที่นิยม และไม่เป็นที่รู้จักด้วย คนอีสานจำนวนมาก (แต่แน่นอนว่าไม่ทั้งหมด) รู้สึกว่า YouTube ที่เข้าไปพิมพ์ชื่อเพลงแล้วกดเข้าไปดูได้ฟรีๆ โดยไม่ต้องสมัครสมาชิกอะไรเลย เป็นช่องทางที่ตอบโจทย์พวกเขาแล้ว ทั้งไม่เสียตังค์และง่าย ในเมื่อมันตอบสนองความต้องการได้แล้วก็ไม่เห็นจะต้องไปมองหาช่องทางอื่น
8. ยกตัวอย่างไลฟ์สไตล์เพื่อนชาวอีสานของคนเขียนเอง มีอยู่วันหนึ่งไปบ้านเพื่อนที่มาทำงานอยู่กรุงเทพฯ หลายปีแล้ว เพื่อนคนนี้ปัจจุบันทำอาชีพเทรนเนอร์เก๋ๆ มีแต่ลูกค้ารวยๆ รายได้มันเยอะเลยแหละ ภาพที่เราเห็นมันก็เป็นคนชั้นกลางในเมืองที่สามารถจ่ายเงินฟัง Spotify ได้สบายๆ แต่มันไม่เคยลองใช้ Spotify ด้วยซ้ำ บ้านมันยังเปิดเพลงใน YouTube ผ่านสมาร์ททีวีอยู่เลย ยกตัวอย่างเพื่อนอีกคนนึงทำงานบริษัทใหญ่มั่นคง เงินเดือนก็ไม่น้อย ไอ้นี่ไม่รู้จัก Spotify ใช้ไอโฟนแต่ไม่ใช้ Apple Music ไม่เคยดู Netflix
เราเลยมองว่า ปัจจัยที่ตัดสินว่าจะฟังเพลงทางไหน มันไม่ได้อยู่ที่รายได้สูงหรือต่ำ มีการศึกษามากแค่ไหน แต่มันอยู่ที่ประสบการณ์ร่วม การรับรู้ และค่านิยมในสังคมของเขา เขาคิดว่ากับของแค่นี้ก็ต้องจ่ายเงินด้วยเหรอวะ ในเมื่อมันหาฟังฟรีได้อยู่ และสังคมคนรอบๆ ตัวเขาก็ฟังจาก YouTube เหมือนกัน
9. ขณะที่คนอีสานกลุ่มใหญ่ใน YouTube เป็นฐานคนฟังของมนต์แคน แก่นคูณ, ไผ่ พงศธร, จินตหรา พูนลาภ และศิลปินอีสานอิสระอีกมากมาย ขณะเดียวกันคนอีกจำนวนมากที่เป็นกลุ่มคนฟังของศิลปินเกาหลีอินเตอร์อย่าง Blackpink และ BTS และศิลปินไทยรุ่นใหม่อย่าง Three Man Down เขาฟังผ่าน Spotify และ Apple Music
10. การบอกว่ามนต์แคนชนะ Blackpink ใน YouTube มันเหมือนเราบอกว่า ในห้าง ก. สินค้า A ขายดีกว่าสินค้า B ซึ่งมีตัวเลขยืนยัน เราก็เลยฮือฮากันว่า สินค้า A ชนะสินค้า B ในห้าง ก. เลยนะเว้ย สุดยอดเลย แต่ข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกนำมาประกอบการเปรียบเทียบคือ กลุ่มลูกค้าหลักของสินค้า B ไม่ค่อยเดินห้าง ก. นะ แต่เขานิยมไปเดินห้าง ข. และห้าง ค. ต่างหาก ถ้าอยากจะเทียบอยากจะทำให้เป็นประเด็นจริงๆ ก็ต้องไปเอาตัวเลขยอดขายทุกทางมารวมกันเพื่อดูให้แน่ๆ ว่าใครชนะใคร เหมือนในแต่ละอุตสาหกรรมที่เขาแข่งกันว่าใครมีส่วนแบ่งตลาดอยู่เท่าไหร่ เขาดูยอดขายรวม ไม่ได้ดูเฉพาะยอดขายจากช่องทางใดช่องทางหนึ่ง
11. มีคนวิเคราะห์ความสำเร็จของเพลงอีสานในแง่การสร้างสรรค์ผลงาน คุณภาพ ความหลากหลาย ซึ่งประเด็นเหล่านี้เราไม่มีความเห็น เพราะเราไม่ได้ศึกษาเรื่องเพลงลูกทุ่งอีสาน เราเชื่อว่าคนที่เขาศึกษามาน่าจะวิเคราะห์ได้ถูกต้องกว่าเรา แต่ในแง่มุมที่เราสังเกตและมองเห็นว่าคนอีสานจำนวนมากฟังเพลงผ่าน YouTube เป็นหลัก จึงเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ศิลปินยอดนิยมของคนอีสานครองอันดับยอดนิยมใน YouTube ประเทศไทย อันนี้เรามั่นใจว่าตัวเองมองถูก
12. ถ้าลองดูข้อมูลของ YouTube ย้อนหลัง (เท่าที่ผู้เขียนหาข้อมูลย้อนหลังไป 3 ปี) เราจะพบว่า ก็เป็นศิลปินและเพลงลูกทุ่งนั่นแหละที่ครองแชมป์และอันดับบนๆ มาหลายปี มันก็เป็นผลมาจากเหตุที่ว่าคนอีสานและกลุ่มคนที่นิยมเพลงลูกทุ่งเขาฟังเพลงกันทาง YouTube แต่คนกลุ่มอื่นๆ อีกมากมายเขาไปฟังในช่องทางอื่นกัน
13. ในระดับนานาชาติเวลาเขาวัดเพลงที่ได้รับความนิยม เขาไม่ได้วัดจากยอดวิว YouTube เหมือนบ้านเรา เพราะคนเขาไม่ได้ฟังเพลงกันทางนี้ ชาร์ตเพลงดังๆ ที่ใช้อ้างอิงในระดับโลก เขาเก็บตัวเลขจากหลายทาง ทั้งยอดขายแผ่น ยอดดิจิทัลดาวน์โหลด ยอดสตรีมในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเจ้าต่างๆ ไปจนถึงยอดการเปิดในวิทยุ (ตอนนี้ไม่แน่ใจว่ายังนับยอดเปิดในวิทยุมั้ย) ส่วนยอดวิวใน YouTube มันก็จะสะท้อนความเป็นที่นิยมของมิวสิควิดีโอ ไม่สามารถวัดความนิยมของตัวเพลงนั้นๆ ได้เพียงเพราะยอดวิว
14. ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่มีความเห็นแย้งกับกระแสข่าว ไม่ใช่ว่าไม่ยอมรับตัวเลขบน YouTube ที่มนต์แคนมียอดวิวมากกว่า Blackpink แต่โดยสรุป ผู้เขียนมองว่า คนไทยไม่ได้ฟังเพลงผ่าน YouTube ช่องทางเดียว จึงไม่เห็นด้วยที่สื่อเอามาเทียบว่าใครชนะใคร เพลงใครได้รับความนิยมไปกว่าใคร ด้วยตัวเลขจากช่องทางเดียวแล้วตีเป็นประเด็นตื่นเต้นใหญ่โตอย่างที่เห็นเป็นข่าวเมื่อวาน
จะไม่อยากแย้งอะไรถ้าพูดกันแค่ว่า “มนต์แคนครองแชมป์ยอดวิวใน YouTube ประเทศไทย” แล้วจบแค่นั้น แต่พอมีการเอาไปเทียบแล้วบอกว่านี่เป็นการชนะคนที่เขาครองความนิยมในช่องทางอื่นอยู่ มันก็เลยชวนให้ถกเถียง และพูดถึงบริบทสังคมกับช่องทางการฟังเพลงยืดยาวอย่างที่ว่ามา
ท้องฟ้าสีเทา : เรื่อง

