The Conversations cover

ภายใต้การพัฒนาแบบไหน ที่ทำให้ ‘เกาหลีใต้’ เหลื่อมล้ำอย่างในหนัง Parasite


คนรวยมีบ้านหลังสวยอยู่บนเนินเขา-ในย่านที่มีแต่บ้านคนรวยด้วยกัน มีสวนสวยๆ พื้นที่โล่งกว้าง สูดอากาศได้เต็มปอด วิวภูเขาอยู่ตรงหน้า ชื่นชมความงามได้ทุกเวลาที่ต้องการ สุดแสนคอนทราสต์กับครอบครัวยากจนที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้องชั้นใต้ดิน แออัด คับแคบ ภาพเดิมๆ เพียงมุมเดียวที่เห็นจากหน้าต่างบ้านคือถนน ซึ่งมักจะมีคนมายืนฉี่ นอกจากภาพที่ไม่พึงประสงค์แล้วยังแถมกลิ่นเหม็นโชยเข้าไปในบ้านที่มีกลิ่นเฉพาะตัวของมันอยู่แล้ว

…ใช่แล้ว ที่ว่ามานี้คือภาพชีวิตคนรวยและคนจนในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้เห็นใน Parasite ภาพยนตร์แห่งปี 2019 ที่ได้รับความนิยมและกวาดรางวัลกลับบ้านจนนับไม่ถ้วน รวมถึงการสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็น ภาพยนตร์ที่ไม่ใช่ภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่องแรกที่คว้ารางวัล ‘ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม’ จากเวทีออสการ์

Parasite ฉายภาพให้เราเห็นว่า ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน ความหวังอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น และความสิ้นไร้หนทาง ทำให้คนเราเป็นอะไรไปได้บ้าง แต่สิ่งที่ผู้กำกับ บงจุนโฮ (Bong Joon-ho) ไม่ได้นำเสนอให้เราเห็นคือ ภายใต้โครงสร้างแบบไหนกันนะที่นำไปสู่ภาพและเรื่องราวอย่างในหนัง

จะว่าเป็นความสงสัย-อยากรู้ส่วนตัว ก็ใช่ ผู้เขียนอยากรู้เรื่องนี้ เพราะรู้สึกว่าเกาหลีใต้อยู่ใกล้ตัว ทั้งในเชิงเศรษฐกิจที่เรากินและใช้ของจากเกาหลีใต้มากมาย และในเชิงวัฒนธรรม ทั้งนักร้อง ซีรีส์ ภาพยนตร์ นักแสดง ล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยไปแล้ว แต่เรารู้จักเกาหลีในมิติเชิงโครงสร้างและการพัฒนาประเทศของพวกเขาน้อยมาก ยิ่งหนังเรื่องดังเน้นย้ำประเด็น ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ก็ยิ่งชวนให้อยากรู้ว่า จริงๆ แล้วเกาหลีใต้เหลื่อมล้ำแค่ไหน แล้วอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุของความเหลื่อมล้ำนั้น

ภาพจากภาพยนตร์ Parasite

 

ใช้เวลาเพียง 26 ปี พัฒนาจากประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง

มีข้อมูลที่น่าสนใจเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีใต้ โดย แบ๊งค์ งามอรุณโชติ อาจารย์ประจำ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) และ นักวิจัย สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STIPI) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศต่างๆ ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ในเสวนา ซีรีส์บุญใหม่ : ‘South Korea’s Strategy : บุญเก่า-บุญใหม่ของเกาหลีใต้ ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม’ จัดโดยสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (Institute of Public Policy and Development – IPPD)

อาจารย์แบ๊งค์ให้ข้อมูลว่า ก่อนที่จะขยับจากประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศร่ำรวยนั้น เกาหลีใต้มีความพยายามพัฒนาประเทศซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง

ช่วงที่ 1 ปี 1960-1970 : เป็นช่วงเริ่มต้นตั้งหลักทางเศรษฐกิจ ระดับรายได้เติบโตค่อนข้างช้า รายได้โดยเฉลี่ยไม่ถึง 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ในช่วงนี้ เกาหลีใต้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ผลิตสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมเบา (โดยเฉพาะสิ่งทอ) เพื่อการส่งออก

ช่วงที่ 2 ปี 1971-1985 : เป็นช่วงโจนทะยาน จากที่เคยมีระดับรายได้เฉลี่ย 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 2,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้ เกาหลีใต้พัฒนาอุตสาหกรรมหนักและใช้ทุนในสัดส่วนที่สูงขึ้น อย่าง อุตสาหกรรมเหล็ก ต่อเรือ และยานยนต์

ช่วงที่ 3 ปี 1986-2010s : เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศร่ำรวย และเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีระดับโลก รายได้เฉลี่ยปรับจาก 2,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ไปสู่ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ช่วงนี้เป็นช่วงที่เกาหลีใต้ปรับตัวอย่างรวดเร็วเข้าสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ทีวี โทรศัพท์มือถือ ซึ่งในปัจจุบันเราก็จะเห็นแบรนด์สินค้าเกาหลีใต้อยู่ในอุตสาหกรรมเหล่านี้มากมายหลายแบรนด์

เกาหลีใต้ใช้เวลาพัฒนาประเทศจากประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างไปสู่ประเทศรายได้สูง และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสำเร็จอย่างรวดเร็วมาก โดยใช้เวลาเพียง 26 ปีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมาก 

ตัวเลข 26 ปี อาจจะยังไม่พอให้เห็นภาพว่าเร็วแค่ไหน อาจารย์แบ๊งค์จึงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ให้เห็นภาพชัดไปอีกว่า สหราชอาณาจักรใช้เวลา 128 ปี ออสเตรเลียใช้เวลา 119 ปี สหรัฐอเมริกาใช้เวลา 93 ปี ในการพัฒนาประเทศจากประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างไปสู่ประเทศรายได้สูง แต่เกาหลีใต้ใช้เวลาเพียง 26 ปีเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน 

ภาพจากภาพยนตร์ Parasite

3 บุญเก่ากับ 1 ตัวกระตุ้นที่ทำให้พัฒนาได้เร็ว

แบ๊งค์ งามอรุณโชติ วิเคราะห์ว่า เกาหลีใต้มี 3 บุญเก่า คือมี ‘3 สูง’ ที่ทำให้สามารถพัฒนาประเทศได้เร็ว ได้แก่

1.มีระดับการศึกษาและทักษะแรงงานที่สูงตั้งแต่ช่วง 1960s : มีการศึกษาดัชนีการศึกษาของเกาหลีใต้เทียบในกลุ่มประเทศระดับรายได้ใกล้เคียงกัน (โดย Rodrik ในปี 1994) พบว่า เกาหลีใต้สามารถสร้างการศึกษาได้สูงกว่าประเทศอื่นที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกันค่อนข้างมาก อย่างเช่นไต้หวัน ซึ่งจะเห็นได้จากอัตราการรู้หนังสือ (literacy rate) ของเกาหลีใต้ที่มากกว่าไต้หวันเกือบเท่าตัว

2.ความเท่าเทียมทางสินทรัพย์และรายได้ของเกาหลีใต้สูง : มีการศึกษาโดย Alberto Alesina และ Dani Rodrik ในปี 1994 ชี้ให้เห็นว่า เกาหลีใต้และไต้หวันมีระดับความเท่าเทียมของสินทรัพย์และรายได้สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (ความเหลื่อมล้ำต่ำ) ซึ่งเปิดโอกาสให้ใช้มาตรการเร่งรัดอุตสาหกรรมแบบเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และใช้ทุนใหญ่นำการพัฒนาได้มากกว่าประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง เพราะสามารถรับแรงกดดันของความเหลื่อมล้ำเพิ่มได้ระดับหนึ่ง ต่างจากประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอยู่แล้ว ถ้าใช้ทุนใหญ่นำการพัฒนาก็มีโอกาสทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง และการขาดเสถียรภาพได้ง่าย 

3.รัฐมีความสามารถในการพัฒนาสูง : การที่รัฐมีความสามารถในการพัฒนาสูง จึงสามารถทำแผนอุตสาหกรรม และกำกับดูแล “ทุน” ให้ปรับตัว เช่น ลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาจารย์แบ๊งค์บอกอีกว่า ‘3 สูง’ ซึ่งเป็นทุนเดิมของเกาหลีใต้จะแสดงบทบาทได้อย่างเต็มที่ต้องมี 1 ตัวกระตุ้นที่สำคัญ ซึ่งเกิดขึ้นราวทศวรรษ 1970 เป็นตัวกระตุ้นที่เป็นเหตุให้เกิดการปรับตัวอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งตัวแปรที่สำคัญนั้นก็คือ การเคลื่อนไหวของแรงงาน 

ราวปี 1970 ชอนแทอิล (Jeon Tae-Il) ผู้นำแรงงานวัยหนุ่มเผาตัวเองเพื่อประท้วงสภาพการทำงานที่เลวร้ายในเกาหลีใต้ ซึ่งมีการขูดรีดแรงงานอย่างรุนแรง การประท้วงของชอนแทอิลเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่จุดประกายให้เกิดการต่อสู้ของแรงงานในต้นทศวรรษ 1970 อย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดการปรับระดับค่าจ้างอย่างรวดเร็วในช่วงกลางทศวรรษ 1970 ถึงกลางทศวรรษ 1980

ดัชนีค่าจ้างที่แท้จริง (ค่าจ้างที่หักลบอัตราเงินเฟ้อแล้ว) ปรับตัวสูงขึ้น 276% ภายในเวลาเพียง 15 ปี คือเพิ่มจาก 100 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1970 เป็น 276 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1994

การปรับตัวนี้ส่งผล 2 ด้าน ด้านหนึ่งทำให้แรงงานมีรายได้สูงขึ้น สามารถลงทุนในเรื่องการอบรม-การศึกษา รวมถึงให้การศึกษาลูกได้มากขึ้น อีกด้านหนึ่ง กลุ่มทุนก็ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะลงทุน labour saving technology ลดการใช้แรงงานคน เพื่อจะคงอัตราส่วนกำไรไว้ ดังนั้นก็จะมีการลงทุนเทคโนโลยีอย่างสูงในช่วงปี 1980 เป็นต้นไป

“เมื่อทุนและแรงงานเกาหลีต้องปรับตัว รัฐซึ่งจะอยู่รอดได้ก็ด้วยการพิสูจน์ตัวเองผ่านการเข้าไปมีส่วนร่วมกับการพัฒนา สร้างให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย”

ภาพจากภาพยนตร์ Parasite

4 กลยุทธ์พัฒนาประเทศให้ร่ำรวย

ส่วนกลยุทธ์ที่เกาหลีใต้ใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจมี 4 กลยุทธ์ ได้แก่

1.ใช้ทุนใหญ่สัญชาติเกาหลีบุกเบิกเทคโนโลยี : การใช้กลยุทธ์แบบนี้เอื้ออำนวยให้กลุ่มทุนของเกาหลีสามารถลงทุนในการวิจัยและพัฒนา ซึ่งต้องใช้ fixed costs ค่อนข้างสูง อีกทั้งกลุ่มทุนใหญ่ในเกาหลีมีการลงทุนข้ามอุตสาหกรรมกันไปมา เมื่อสินค้าบางอย่างอยู่ในขาลงแล้วสินค้าบางอย่างอยู่ในขาขึ้น กลุ่มทุนเกาหลีก็สามารถโยกผลกำไรของอุตสาหกรรมขาขึ้นไปช่วยอุตสาหกรรมขาลงได้ ทำให้สามารถโต้กับวัฏจักรทางเศรษฐกิจที่ผันผวน แล้วประคองตัวจนสามารถขยายตัวได้เมื่อวัฏจักรขาลงผ่านไป

2.การส่งออกเชิงกลยุทธ์ : การส่งเสริมสินค้าส่งออกถูกออกแบบไปพร้อมพร้อมกับนโยบายปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ส่งเสริมการแข่งขันและลงทุนเทคโนโลยี

“เกาหลีเป็นประเทศที่เน้นการส่งออก แต่การส่งออกของเกาหลีไม่ใช่เป็นมาตรการที่แยกขาดจากมาตรการอื่น ๆ ในการปรับตัวทางอุตสาหกรรม อาจจะเรียกกว้าง ๆ ได้ว่า เกาหลีจัดวางการส่งออกไว้ในส่วนหนึ่งของกลยุทธ์อื่นๆ ในการปรับตัวทางอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น เวลาคุยเรื่องการส่งเสริมการส่งออก จะไม่ได้จับเฉพาะอุตสาหกรรมที่เก่งในปัจจุบัน แต่เขาจะดูว่าเกาหลีต้องการจะเก่งในอุตสาหกรรมไหนในอนาคตอันใกล้ มุมมองแบบนี้อาจจะเรียกว่ามุมมองแบบ dynamic comparative advantages คือต้องเห็นพลวัตของความได้เปรียบที่เราอยากจะไป เพราะฉะนั้นจะคิดเฉพาะการกระตุ้นการส่งออกไม่ได้ ต้องคิดคู่กับมาตรการลงทุน” 

3.วิธียกระดับอุตสาหกรรม โดยทำเองทั้งห่วงโซ่การผลิตในสินค้าเป้าหมาย : เป็นกลยุทธ์ที่ต้องเลือกว่าจะทำเพียงบางส่วนของห่วงโซ่การผลิต หรือจะทำทั้งหมด กลยุทธ์ของกลุ่มทุนใหญ่ในเกาหลีใต้มักจะตั้งต้นจากการตั้งเป้าผลิตสินค้าบางอย่างโดยมีตราสินค้าของตัวเอง และใช้บริษัทเกาหลีในทุกส่วนของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วิจัยต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ อาจจะมีบริษัทต่างชาติแซมเล็กน้อย

4.เข้าถูกจังหวะ+ในเทคโนโลยีวงจรสั้น+เพื่อสร้างเทคโนโลยีใหม่ : เมื่อเลือกได้แล้วว่าจะเข้าไปทำสินค้าอะไร เซกเตอร์ไหน กลยุทธ์ของเกาหลีใต้คือ ต้องเข้าให้ถูกจังหวะ และควรเลือกเข้าไปทำโปรดักต์ที่มีเทคโนโลยีวงจรสั้น เพราะผู้เล่นรายเก่าก็จะต้องเริ่มต้นใหม่พร้อมผู้เล่นรายใหม่เช่นกัน ดังนั้น ในการทำโปรดักต์ที่เป็นเทคโนโลยีวงจรสั้น ผู้เล่นรายใหม่มีโอกาสชนะผู้เล่นรายเก่าได้มากกว่าการเข้าไปทำโปรดักต์ที่เป็นเทคโนโลยีวงจรยาว ยกตัวอย่างเช่น การที่เกาหลีใต้ขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดทีวีแซงหน้าญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้นำมาก่อน เพราะทีวีเป็นเทคโนโลยีวงจรสั้นมีวงรอบการพัฒนาถี่นั่นเอง

ภาพจากภาพยนตร์ Parasite

1 ใน 4 กลยุทธ์การพัฒนาเป็นสาเหตุเพิ่มความเหลื่อมล้ำ

อ่านมาจนถึงตรงนี้ น่าจะพอมองออกกันแล้วว่ากลยุทธ์การพัฒนาประเทศข้อไหนที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 

กลยุทธ์ที่ 1 ‘การใช้ทุนใหญ่สัญชาติบุกเบิกเทคโนโลยี’ นั่นเองที่เป็นตัวเพิ่มความเหลื่อมล้ำ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เกาหลีใต้มีต้นทุนที่ดี แต่ด้วยกลยุทธ์การพัฒนาที่รัฐใช้ทุนใหญ่บุกเบิก (โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐ) ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น อย่างที่ อ.แบ๊งค์แสดงความเห็นว่า การใช้ทุนใหญ่ในการบุกเบิกทางเทคโนโลยีและการพัฒนามีข้อดีหลายอย่าง แต่ข้อเสียคือความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นในระยะยาว

การศึกษาของ Jei Guk Jeon ในปี 1995 เผยข้อมูลว่า ในบรรดาเสือ 3 ตัวของเอเชียที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์นั้น มีเพียงเกาหลีใต้ประเทศเดียวที่ความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปี 1970-1979 ขณะที่ไต้หวันและสิงคโปร์ความเหลื่อมล้ำลดลง

ถึงแม้ว่าช่วงทศวรรษ 1970 เกาหลีใต้มีความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น แต่ในช่วงเวลา 2 ทศวรรษหลังจากนั้น ก็ยังถือว่าเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำอยู่ อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า มีการศึกษาในปี 1994 พบว่า เกาหลีใต้มีความเท่าเทียมทางสินทรัพย์และรายได้สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นั่นแสดงว่า ก่อนการพัฒนาประเทศนั้น ความเหลื่อมล้ำในเกาหลีใต้ต่ำมากๆ จึงทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ก็ยังไม่เหลื่อมล้ำถึงระดับสูง

ขยับเข้าใกล้ปัจจุบันมาอีกหน่อย ตัวเลขจาก The Wall Street Journal ในปี 2015 สะท้อนข้อเท็จจริงที่ว่า การที่รัฐสนับสนุนกลุ่มทุนใหญ่ทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น เมื่อนำมูลค่าเพิ่มที่สร้างจากกลุ่มทุนใหญ่ของเกาหลี 5 รายรวมกัน ประกอบด้วย Samsung, Hyundai Motor, SK, LG, Lotte มูลค่าของกลุ่มทุน 5 รายนี้ คิดเป็นประมาณ 10% ของจีดีพีเกาหลีใต้ปี 2015 ซึ่งถือว่าใหญ่มาก

“อันนี้ก็เป็นผลเสียจากกลยุทธ์การพัฒนาของเกาหลีใต้เอง” อาจารย์แบ๊งค์แสดงความเห็น

ภาพจากภาพยนตร์ Parasite

 

ภาพที่เห็นใน Parasite ดีกว่าไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก

หนัง Parasite ทำให้เราได้ยินคำว่า ‘เหลื่อมล้ำ’ ซ้ำๆ ทั้งจากตัวอย่างหนัง จากการโปรโมต จากคำให้สัมภาษณ์ของผู้กำกับ กระแสการรีวิวของคนที่ดูมาแล้ว และจากภาพในหนังที่ได้ดูเอง จนอาจจะทำให้คิดว่าในเกาหลีใต้มีความเหลื่อมล้ำสูง

แต่ถึงอย่างนั้น ในความเป็นจริง จากที่ the interview ได้ค้นข้อมูลที่นานาชาติยอมรับกัน พบว่าระดับความเหลื่อมล้ำในเกาหลีใต้ดีกว่าไทยหลายเท่า และดีกว่าอีกหลายประเทศในยุโรป หรือพูดง่ายๆ คือ เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ความเหลื่อมล้ำไม่สูง

ถ้าอิงตาม Gini Index ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้วัดระดับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ตัวเลขค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคทางรายได้ (Gini coefficient) ของเกาหลีใต้เมื่อปี 2017 อยู่ที่ 0.35 ซึ่งสะท้อนว่า เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชีย และต่ำกว่าหลายประเทศในยุโรป อย่างเช่น สหราชอาณาจักรที่ตัวเลขอยู่ที่ 0.37 และต่ำกว่าอเมริกาที่อยู่ที่ 0.39

ถ้าไปดูที่ความแตกต่างทางรายได้ระหว่างประชากรที่รวยที่สุด 20% แรกและจนที่สุด 20% แรก ซึ่งตัวเลขจาก UNDP ระบุไว้ว่า ในแอฟริกาใต้ กลุ่มคนที่รวยที่สุดมีรายได้มากกว่ากลุ่มคนที่จนที่สุดมากถึง 28 เท่า แม้แต่ในสหรัฐอเมริกากลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุดก็มีรายได้มากกว่าคนที่จนที่สุดถึง 9.4 เท่า แต่ในเกาหลีใต้ กลุ่มคนที่รวยที่สุดมีรายได้มากกว่ากลุ่มคนที่จนที่สุดเพียง 5.3 เท่า ซึ่งมีความเท่าเทียมทางรายได้มากกว่าญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย อิตาลี และอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับฝรั่งเศสและเยอรมนี

แล้วถ้าเราจะลองเทียบกับประเทศไทยล่ะ ? ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานไว้เมื่อปลายปี 2019 โดยอ้างอิงตัวเลขจากรายงานของ World Economic Forum (2018) ที่รายงานไว้ว่า เมื่อปี 2015 กลุ่มคนที่รวยที่สุด 20% แรกในไทยมีรายได้มากกว่ากลุ่มคนที่จนที่สุด 20% แรก 10.3 เท่า นั่นเป็นตัวเลขที่มากกว่าเกาหลีใต้เกือบเท่าตัว !

น่าสนใจว่า ความเหลื่อมล้ำในเกาหลีใต้ยังไม่สูง แต่คน (ที่มีกระบอกเสียง) ในประเทศเขาก็เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องหยิบมาพูด เพื่อกระตุ้นให้เกิดแรงสั่นสะเทือน และนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลง ในขณะที่ประเทศไทยของเราที่ความเหลื่อมล้ำสูงกว่า ยังไม่มีการพูดคุยและหาทางแก้ปัญหาเรื่องนี้กันจริงๆ จังๆ 


Parasite : ภาพ