“แปดปีนี่มันก็หนึ่งในสามของชีวิตหนูแล้วนะคะ”
ประโยคธรรมดาที่ตัวละครในภาพยนตร์ ‘Snap แค่…ได้คิดถึง’ พูดออกมาในบริบทที่ตัวละครวัย 26 บอกว่าตัวเองไม่ได้กลับมาเยือนจังหวัดที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในช่วงวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นนานมากแล้ว แต่แม่ของเพื่อนทักท้วงกึ่งทีเล่นทีจริงว่า “นานอะไรกันหนู แค่แปดปีเอง”
เวลาแปดปีที่ว่านี้หมายถึงเวลาที่ชีวิตของเธอและอีกหลายคนได้รับผลกระทบจากการรัฐประหารปี 2549 นับมาถึงขณะที่ตัวละครพูดประโยคนี้ในปี 2557
สำหรับคนวัยกลางคนและคนสูงอายุที่ชีวิตอยู่ตัวแล้ว อาจมองว่าแปดปีเป็นเวลาไม่นาน แต่สำหรับคนหนุ่มสาว เวลาแปดปีคือหนึ่งในสามหรืออาจจะหนึ่งในสี่ของชีวิตพวกเขา และถ้าเป็นเวลาแปดปีที่ดำเนินไปอย่างปกติ ก็สามารถสร้างอะไรได้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นแปดปีของคนในวัยที่ยังต้องเจอทางแยกของชีวิตอีกหลายแยก อย่างช่วงเรียนจบมัธยม จบมหาวิทยาลัย เริ่มทำงาน และกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว สิ่งที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อพวกเขาในช่วงนี้ อาจจะตัดสินชีวิตคนบางคนอย่างไม่มีโอกาสแก้ไขอะไรได้อีกเลย

‘Snap แค่…ได้คิดถึง’ ผลงานเขียนบทและกำกับโดย คงเดช จาตุรันต์รัศมี เคยถูกพูดถึงว่าเป็นหนังรักโหยหาอดีต ซึ่งจริงๆ ก็ใช่ แต่มันแฝงอะไรไว้มากกว่านั้น
โทนสีพาสเทลและซีดจางบนโปสเตอร์อาจจะชวนให้เข้าใจว่าน่าจะโรแมนติก แต่หนังเรื่องนี้ไม่โรแมนติกเลย โคตรจะเป็นชีวิตจริง เจ็บปวด อึดอัด และโคตรจะเป็นหนังการเมือง
เนื้อเรื่องของ ‘Snap แค่…ได้คิดถึง’ เป็นเรื่องราวของหนุ่มสาวอายุราว 25-26 ปี ที่เป็นเพื่อนกันสมัยมัธยม และกำลังจะกลับไปงานแต่งเพื่อนที่โรงเรียนเก่าในจังหวัดจันทบุรี เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงสองสามวันในเดือนพฤษภาคมปี 2557 ซึ่งตรงกับช่วงที่เกิดรัฐประหารอีกครั้ง โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ในงานแต่งงานนี้เป็นโอกาสที่บางคนได้เจอกันครั้งแรกนับตั้งแต่แยกจากกัน หนึ่งในนั้นคือ พระเอกกับนางเอกของเรื่อง – บอย (รับบทโดยโทนี่ รากแก่น) และผึ้ง (รับบทโดย อิ้งค์ วรันธร เปานิล ) ซึ่งเคยชอบกันในวัยมัธยมปลาย แต่ต้องจากลากันไปแบบที่ยังค้างคาใจ
8 ปีก่อนหน้านั้น คือปี 2549 พวกเขาเรียนอยู่ ม.6 ผึ้งซึ่งเป็นลูกสาวทหารต้องย้ายโรงเรียนกะทันหัน เพราะว่าพ่อได้เลื่อนยศและโดนเรียกตัวเข้ากรุงเทพฯให้ไปร่วมทำรัฐประหาร ทั้งสองคนนัดที่จะเจอกันครั้งสุดท้ายในเช้าของวันที่ผึ้งออกเดินทาง แต่บอยไม่ได้มาเจอผึ้งตามนัด ทั้งที่จริงวันนั้นเขาเร่งรีบออกจากบ้านมาแล้ว
หนังเฉลยให้คนดูรู้ว่าวันนั้นบอยเร่งให้พ่อขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่ง แล้วเกิดอุบัติเหตุ ! เป็นเหตุให้พ่อของเขาเจ็บป่วย
บอยรู้สึกผิดกับพ่อก็เลยไม่ติดต่อผึ้งอีก แต่บอยไม่เคยบอกเหตุผลให้ผึ้งรู้
ผึ้งเป็นฝ่ายที่อยากเคลียร์สิ่งที่ค้างคาในใจ และดูเหมือนว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากรื้อฟื้นความสัมพันธ์
ตัวละครผึ้งเป็นคุณหนู สวยใส และไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเธอเป็นคนสนใจการเมือง แต่ตัวละครตัวนี้แสดงออกถึงความแค้นและคับข้องใจกับเหตุรัฐประหารที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเธอ ทำให้เธอสูญเสียความรักครั้งนั้นไป
ผึ้งไม่ได้พูดเรื่องการเมืองหรือด่ารัฐประหารออกมาตรงๆ แต่มักจะแสดงความอึดอัดใจออกมาผ่านคำพูดที่พูดถึงเวลาแปดปีหลายครั้ง
…แปดปีที่เธอรู้สึกว่านาน และเป็นเวลานานที่ไม่เคลื่อนที่ไปไหน

นอกจากความโกรธของผึ้งต่อการรัฐประหารส่งผลต่อความสัมพันธ์ของเธอกับบอยแล้ว ตลอดทั้งเรื่องก็มีบทสนทนาและเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครอื่นๆ ที่เป็นเพื่อนกันแล้วทะเลาะกันเพราะอยู่คนละฝั่งการเมือง
ตอนที่หนังเรื่องนี้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อปี 2558 ฉันเคยบันทึกความประทับใจที่มีต่อหนังเรื่องนี้ไว้ ช่วงนี้กลับมาดูอีกรอบก็ยังคิดเหมือนเดิมว่า ‘Snap แค่…ได้คิดถึง’ เป็นงานเฉียบคมลุ่มลึกสไตล์คงเดช ซึ่งทำออกมาได้โหดมาก (โหดที่เป็นคำชมว่าทำได้ดี)
หนังเรื่องนี้โหดทั้งในแง่ความรู้สึกและบรรยากาศรวมของหนังโหยหาอดีต ซึ่งเน้นไปที่ความรู้สึกที่ยังติดค้างระหว่างพระเอกกับนางเอก มีฉากกระแทกความรู้สึกเยอะ และโหดในแง่การเอาเรื่องรัฐประหารเข้ามาเชื่อมโยงกับเรื่องความสัมพันธ์กลุ่มย่อยได้อย่างลงตัว ได้เห็นผลกระทบจากรัฐประหารที่เกิดขึ้นกับวัยรุ่นซึ่งไม่ได้อยู่ในวงจรอำนาจนั้นเลย
ถ้ามองภาพรวมใหญ่ ผลกระทบจากรัฐประหารต่อตัวบุคคลรายย่อยมันเป็นผลกระทบที่เล็ก ไม่เหมือนเรื่องเศรษฐกิจหรือเรื่องบ้านเมือง แต่ถ้ามองแยกย่อยระดับบุคคล นี่มันเป็นเรื่องใหญ่มาก มันเปลี่ยนแปลงชีวิตคนคนหนึ่งและทำให้สูญเสียสิ่งที่อาจจะมีค่าที่สุดในชีวิตไปเลย ใครจะไปรู้ว่า ถ้าวันนั้นไม่มีรัฐประหาร ผึ้งไม่ต้องย้ายกะทันหัน บอยไม่ต้องรีบจนเกิดอุบัติเหตุ พวกเขาอาจจะยังรักกันอยู่ หรือพัฒนาความสัมพันธ์ แต่งงานใช้ชีวิตเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วก็ได้
และอีกอย่างที่โหดก็คือไดอะล็อกหรือบทสนทนาของตัวละครที่เหมือนจะธรรมดาแต่มีนัยอะไรซ่อนอยู่ โดยที่ไม่รู้สึกว่าพยายามยัดเข้ามา มันโคตรเท่ตรงที่มันเป็นถ้อยคำเป็นประโยคที่สื่อตรงความหมายจริงในการสนทนานั้น แต่ก็มีความหมายแฝงด้วย ถ้าไม่คิดมากก็อาจจะฟังผ่านไปโดยไม่สะดุด ไม่คิดว่ามีอะไรเลย

สักสองสามสัปดาห์ก่อนหน้านี้ได้เข้าไปฟัง Clubhouse ห้องที่คุยกันเรื่องหนังเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งมี คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับหนังเรื่องนี้คุยอยู่ในห้องด้วย
คงเดช ในฐานะผู้กำกับหนังที่มักจะทำหนังที่เล่นกับประเด็นทางการเมืองได้พูดถึงการทำหนังของตัวเอง ซึ่งบอกถึงเจตนาที่สื่อสารผ่าน ‘Snap แค่…ได้คิดถึง’ ได้เป็นอย่างดี
“เวลาทำหนัง เราจะสนใจคนเล็กคนน้อยเสมอ เพราะคนอื่นเขาไม่ค่อยพูดถึงกัน หลังปี 2549 เรารู้สึกว่าการเมืองพัวพันกับชีวิตประจำวันมากกว่าเดิม เพราะมันไม่เสถียรและมันก็ไม่ไปไหน
“เราเป็นประชาชนคนธรรมดา เวลาคุณภาพชีวิตไม่ดี เราก็ต้องตั้งคำถาม และต้องตรวจสอบ”
“ในหนังเรื่อง Snap เราไม่ได้สนใจการเมืองมากเท่าสนใจคนเล็กคนน้อยที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง Snap มันว่าด้วยผู้คนที่เลือกทางต่างกัน แต่ละคนเลือกอยู่ฝั่งไหน เลือกสนับสนุนใคร การเลือกมันทำให้ความสัมพันธ์หลายอย่างมีปัญหาและจบกับหลายคน เราอยากบันทึกสิ่งนี้เอาไว้ในรูปแบบหนังรัก ซึ่งไม่ได้มีตัวละครแบบหนังรักปกติทั่วไปสักเท่าไหร่
“เราทำ Snap เพื่ออุทิศถึงคนที่เคยเป็นเพื่อนกันแล้วมันไม่ได้เป็นเพื่อนกันเพราะการเมือง ซึ่งมันเป็นเรื่องเศร้ามากที่เราถูกการเมืองทำให้เกิดสิ่งนั้นขึ้น”
ท้องฟ้าสีเทา : เรื่อง

